How to get users?

Tags

, ,

iDeas (1)

กลุ่มผู้ใช้ที่เข้ามาใช้งานในระบบแบ่งออกเป็นหลาย seqment

กลุ่มแรกๆที่เข้ามาลองใช้งาน มักเรียกว่า Inventors (1) กับ Early adopters (2) สองกลุ่มนี้กล้าลองเล่นอะไรใหม่ๆ เข้าใจเทคโยโลยีและปัญหาได้ดี ยอมรับความไม่สมบูรณ์บางอย่างได้มากกว่า user ทั่วไป เป็นกลุ่มที่ให้ feedback ได้ตรงไปตรงมา

ในกลุ่ม Early adopters จะมีกลุ่มคนเล็กๆ 3 ประเภทที่มีอิทธิพลอย่างสูงมากต่อการกระจายตัวของผู้ใช้ใหม่ๆ คือ

ผู้รู้ (Maven) – คนผู้เข้าใจแก่นสารของสิ่งที่ต้องการใช้/บอกต่ออย่างไม่ปิดบัง เป็น influencer ที่คนฟังพร้อมจะรับฟังและทำตามอย่างเชื่อใจ

ผู้เชื่อมโยง (Connector) – คนกลุ่มน้อยที่มีพรสวรรค์ในการคบค้าผู้คน สามารถกระจายข่าวได้มีประสิทธิภาพกว่าคนทั่วไปมาก

นักขาย (Salesman) – กลุ่มคนที่ทำให้เชื่อในสิ่งที่ต้องการสื่อสารได้ดีเป็นพิเศษ (ทั้งภาษากาย, อารมณ์, ภาษา, หน้าตา)

กลุ่มถัดมา คือ Early Majority (3) จะเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่ได้มาจากการกระจายตัวของกลุ่มพิเศษใน Early adopters กลุ่มนี้จะกลายเป็นมาเป็นผู้ใช้หลักของระบบ โดยมากพฤติกรรมมักจะไม่ซับซ้อนเท่าสองกลุ่มแรก แต่จะมีทนทานต่อปัญหาน้อยกว่าสองกลุ่มแรกมาก และไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลง

 

คำถามที่น่าสนใจ

  1. จะหากลุ่ม inventors, early adopters จากไหน? 
  2. จะหา user ที่มีลักษณะของ maven, connector, salesman และส่งเสริมประสิทธิภาพจากคนกลุ่มนี้ด้วยวิธีอะไร? 
  3. ความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมการใช้งานของสองกลุ่มแรกกับ early majority มีอะไรเป็นนัยสำคัญ?

[Book] ไม่ต้องฉลาดก็มองเห็นโอกาสได้มากกว่าคนอื่น

Tags

,

IMG_20150809_165717

ชื่อหนังสือ: ไม่ต้องฉลาด ก็มองเห็นโอกาส ได้มากกว่าคนอื่น
ผู้เขียน: โคมิยะ คาสูโยชิ
สำนักพิมพ์: welearn

เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของคนที่มองเห็นประเด็นที่คนทั่วไปมองข้าม และอธิบายถึงวิธีฝึกฝนความสามารถนี้ผ่านพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆที่คนทุกคนทำได้

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจในเล่ม

  • สาเหตุที่มองไม่เห็น
  • แบบทดสอบภาพในหัว
  • เหตุจูงใจเล็กๆน้อยๆ
  • อคติ และกับดักความคิด
  • สันนิษฐาน
  • วิเคราะห์เศรษฐกิจจากรถไฟ
  • ตรวจสอบสันนิษฐาน
  • โจทย์ของผู้อำนวยการสวนสัตว์
  • ทำไมธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาในภาวะอัตราเกิดต่ำถึงทำกำไรได้มากกว่าธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัว
  • โฆษณาที่หายไปบอกอะไร
  • วิธีแยกแยะร้านอาหารที่ทำกำไรได้
  • วิธีเดายอดขายของบริษัท
  • วิธีฝึกความช่างสังเกต
  • Product Portfolio Management
  • ประโยชน์ของการสะสมความรู้
  • วิธีวิเคราะห์เศรษฐกิจจากหนังสือพิมพ์
  • การดูสิ่งปกติมากๆ
  • การสะสมประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างถึงที่สุด
  • ความสนใจที่หลากหลาย
  • ความสนใจอย่างลึกซึ้ง
  • เทคนิคการลดข้อมูล
  • ความสุข

ระดับความน่าอ่าน: 98%
ความเห็น: ควรค่าแก่การอ่านยิ่ง

Clash on Clans Strategy

Tags

, ,

Screenshot_20150620-093503

Clash of Clans
เป็นเกมแนววางแผนการรบจากค่าย supercell ผ่านการสร้างเมืองและยกทัพไปตีชาวบ้าน ตัวละครในเกมเป็นทหารแนวย้อนยุคที่รบแบบด้วยดาบ ธนู ระเบิด และอาวุธเวทมนต์

รูปแบบการเล่น
การสร้างสิ่งก่อสร้าง ปราสาท ป้อม อาคาร โรงฝึกทหาร ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ใช้ทรัพยากรในการทำ ซึ่งจะได้มาจากการขุดเหมือง(ทอง) และปั้มสูบน้ำยาสีม่วง(Elixir) และเครื่องขุดน้ำดำ(Dark Elixir)สำหรับใช้ผลิตกลุ่มทหารเวทมนต์ และใช้เวลาต่างกันไปตามชนิดและ level ของสิ่งก่อสร้าง

ผู้ใช้สามารถตัดไม้ ขุดหินที่ปรากฏในแผนที่ รวมถึงทำ mission ต่างๆในเกมเพื่อให้ได้แร่พิเศษสีเขียว (gems) ซึ่งสามารถเอาไปแลกทรัพยากรอื่นๆได้รวมทั้งเวลา (และแน่นอนถ้าอยากได้เพิ่มเค้าก็ขาย)

Screenshot_20150620-093508Screenshot_20150620-093526

Unit ทหารที่ใช้ในการรบ
แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มทหารปกติ (ใช้ Elixir ในการผลิต), กลุ่มทหารเวทมนต์ (ใน Dark elixir ในการสร้าง) และฮีโร่ King, Queen

Screenshot_20150618-195421
– ทหารเดินเท้า (Barbarian)
พลังโจมตีต่ำ ความทนทานพื้นๆ แต่ราคาถูก โจมตีแบบใกล้สิ่งไหนตีสิ่งนั้น โดนกับดักภาคพื้นดินได้ทุกอย่าง ถือเป็นทหารเบสิกที่สุดในเกม

– พลธนู (Archer)
พลังโจมตีค่อนข้างต่ำในระยะห่างสมควร (ยิงข้ามกำแพงสั้นๆได้) โจมตีแบบใกล้อะไรก็โจมตี ความทนทานต่ำ แต่ความเร็วในการโจมตีดีกว่า Barbarian เล็กน้อย ถ้าใช้จำนวนมากๆโจมตีจะทำความเร็วได้ดีพอสมควร

– ยักษ์ (Giant)
พลังโจมตีสูง แต่ความเร็วต่ำมาก แต่ความอึดสูง เหมาะใช้ในการบุกทะลวงภาคพื้นดิน จุดอ่อนคือคือกับดักสปริง และมุ่งเข้าโจมตีสิ่งก่อสร้างประเภทป้อมป้องกันเป็นอันดับแรก

– กอบลิน (Goblin)
พลังชีวิตและพลังโจมตีต่ำ แต่ถ้าโจมตีสิ่งก่อสร้างที่เป็นทรัพยากรพลังโจมตีจะ x2 (เหมาะสำหรับใช้ปล้น) วิ่งได้เร็วและพุ่งเข้าใส่แหล่งทรัพยากรเป็นอันดับแรก

– ระเบิด (Wall breaker)
โครงกระดูกถือระเบิด วิ่งเร็ว พลังชีวิตต่ำ พุ่งเป้าที่ทำลายกำแพงเมืองเท่านั้น (พลังโจมตี x40 เฉพาะกำแพง) วิถีการวิ่งจะพุ่งเข้าหากำแพงที่หนาน้อยที่สุด (สามารถวิ่งผ่านกับดักสปริงได้บางครั้ง)

– บอลลูน (Balloon)
โครงกระดูกปล่อยระเบิดบนบอลลูนลอยฟ้า พลังโจมตีสูงมากแต่เคลื่อนไหวช้ามาก พุ่งเป้าไปที่ป้อมเป็นหลัก ไม่สามารถต่อสู้กับทหารทางอากาศได้

– พ่อมด (Wizard)
พลังโจมตีสูงมาก แต่พลังชีวิตค่อนข้างต่ำ ราคาแพง โจมตีทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัวก่อน

– นางฟ้า (Healer)
ตัวรักษาทหารภาคพื้นดินทุกชนิด ไม่สามารถโจมตีและป้องกันตัวเองได้

– มังกร (Dragon)
มังกรบินที่โจมตีได้ทั้งทหารภาคพื้นดินและอากาศ ความอึดสูง แต่โจมตีทุกอย่างที่อยู่ใกล้เป็นหลัก

– ชุดเกราะ (PEKKA knight)
พลังโจมตีสูง ความอึดสูง โจมตีภาคพื้นดินได้ทีละตัวโดยเลือกจากระยะใกล้ตัวเป็นหลัก จุดอ่อนคือแพ้ทางป้อมไฟฟ้า (กับดักสปริงไม่มีผลต่อ PEKKA)

Screenshot_20150618-195323 กลุ่มทหารเวทมนต์มี 6 ชนิด

– Minion (ปีศาจผึ้งสีฟ้า)
บินได้ พลังโจมตีและความอึดปานกลาง บินเร็ว(ข้ามกำแพงได้) ไม่โดนโจมตีด้วยป้อมปืนภาคพื้นดิน แต่โจมตีทุกอย่างที่อยู่ใกล้

– หมู (Hog Rider)
พลังโจมตีค่อนข้างสูง ความอึดกลางๆ กระโดดข้ามกำแพงได้ พุ่งเป้าไปยังป้อมป้องกันเป็นหลัก ความเร็วสูง จุดอ่อนคือแพ้ทางกับดักระเบิดใหญ่

– ขวาน (Valkyrie)
พลังโจมตีสูงและโจมตีเป็นรัศมีรอบตัว(ระยะประชิด) เหมาะสำหรับสู้ตะลุมบอน ความอึดสูง

– โกเลม (Golem)
ยักษ์หินพลังโจมตีกลางๆแต่ความอึดความทนทานสูงสุด กับดักสปริงไม่มีผลต่อโกเลม เหมาะเป็นตัวล่อการโจมตีสำหรับเปิดทางให้ทีมบุก

– แม่มด (Witch)
แม่มดปลุกโครงกระดูกขึ้นมาช่วยรบได้เรื่อยๆ (จำนวนโครงกระดูกเพิ่มตาม level ของแม่มด) ความอดทนต่ำพลังโจมตีกลางๆ ค่อนข้างแพ้ทางปืนใหญ่ Mortor ที่ยิงระยะไกล

– ลาวา (Lava Hound)
ยักษ์บินได้ความอึดสูง พลังโจมตีต่ำ เหมาะเป็นตัวล่ออาวุธทางอากาศ พอตายจะระเบิดออกเป็นลูกไฟย่อมๆช่วยโจมตีได้ด้วย

Screenshot_20150618-195529 Screenshot_20150618-195538

Hero

– King
คิง มีอาวุธเป็นดาบใหญ่ระยะประชิด พลังโจมตีค่อนข้างสูง ความอึดสูง
พออัพถึง level 5 จะมีพลังพิเศษเรียกทหาร Barbarian มาเสริมทัพ + เพิ่มพลังชีวิตได้

– Queen
ควีน มีอาวุธเป็นธนูระยะไกล พลังโจมตีสูง ความอึดปานกลาง
พออัพถึง level 5 จะมีพลังพิเศษหายตัวชั่วคราว, เรียกพลธนูมาเสริมทัพ + เพิ่มพลังชีวิตได้

Tips

เทคนิคหลักในการเล่นเกมให้มีประสิทธิภาพ

– Money money money
สร้างเหมืองทองและที่ขุด Elixir ก่อน และอัพให้สูงที่สุดก่อน ยิ่งทองและน้ำม่วงเยอะ การจะอัพเกรดหรือทำอะไรจะทำได้ง่ายและเร็วกว่า (ในระยะยาว)

Screenshot_20150618-195735 Screenshot_20150618-195740
– บ้านคนงาน is key
การสร้างสิ่งก่อสร้างของเกมจะถูกจำกัดด้วยจำนวนของคนงานก่อสร้าง (ซึ่งแลกมาได้ด้วย gem เท่านั้น) ดังนั้นวิธีที่จะทำให้ไปได้เร็วที่สุดก็คือ อย่าใช้ gems ในการเร่งความเร็ว หรือแลกเป็นทองเพื่อซื้ออะไร ให้เก็บสะสมมาซื้อคนงานเท่านั้น (ยิ่งได้คนงานเยอะแต่ต้นๆ ยิ่งพัฒนาเมืองไว)

– Defenceless Town Hall
การถูกตีบ้านจากผู้เล่นคนอื่นในเกม จะทำให้ ranking ลด แต่ได้ shield ป้องกันการตีเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งในกรณีที่กำลังสร้างบ้าน มักเอาทรัพยากรไว้ภายในกำแพงลึกๆ แต่เอาบ้านหลักไว้นอกกำแพงให้คนอื่นตีง่ายๆ จะได้ไม่เสียทรัพยากรเยอะ แต่ถ้าจะเล่นเพื่อชิง ranking สูงๆก็ให้ทำกลับกัน คือเอาบ้านไว้ในกำแพงแทน

กลยุทธ์การบุก (Attack Strategies)

– ยุทธวิธีกวาดกำแพง

ใช้กองทหารที่มีความอึดสูงพวกยักษ์หรือโกเลมเดินนำ เพื่อล่อป้อมป้องกัน แล้วปล่อยชุดระเบิดวิ่งเปิดกำแพงเป็นระลอก วิธีนี้จะทำให้โครงกระดูกระเบิดมีโอกาสรอดไปชนกำแพงมากกว่า เพราะปกติป้อมป้องกันจะไม่เปลี่ยนเป้าโจมตีจนกว่า ทหารที่กำลังโจมตีอยู่จะตาย

– กองกำลังไถกวาด (Ground sweeper)

วิธีบุกแนวภาคพื้นดิน โดยอาศัยยักษ์จำนวนมากเข้าเจาะทะลวง (อาจใช้ระเบิดช่วยผสมกับเวทมนต์ Heal เป็นระยะ) เหมาะสำหรับกำแพงที่ไม่แข็งมาก หรือจำนวนชั้นกำแพงไม่มาก ข้อควรระวังคือถ้าเจอกับดักสปริงอาจเสียศูนย์ได้ง่าย

– ยุทธวิธีคลื่นลูกที่สอง (Second Wave attack)

วิธีบุกแบบใช้ทหารอึดเป็นตัวล่อ เช่น ยักษ์,โกเลม แล้วใช้กองทัพพ่อมดตามเก็บระลอกสอง วิธีนี้ได้กับแบบบ้านที่มีกำแพงหลายชั้น (พ่อมดยิงข้ามกำแพงได้) และการใช้พ่อมดหลายตัวทำให้โจมตีได้เร็ว

– God mode

วิธีบุกแบบเวลาเหลือเฟือ เหมาะสำหรับ King,Queen level สูงๆ + นางฟ้าจำนวนมากคอยบินรักษา ทำให้เหมือนมีสภาวะอมตะตลอดเวลา (ข้อเสียคือวิธีนี้บุกได้ช้าแต่ค่อนข้างชัวร์ถ้าทำลาย Air defense ได้แต่เนิ่นๆ)

Screenshot_20150618-195502

– Jumpers + Dragons

กลยุทธ์บุกเร็วที่อาศัยหมูครึ่งนึงกับมังกรครึ่งนึง โดยปล่อยหมูเข้าทำลาย Air defense ให้เร็วที่สุดก่อน แล้วปล่อยกองทัพมังกรบินเก็บกวาดที่เหลือ (จุดอ่อนคือถ้าโดนกับดักระเบิดใหญ่ อาจเสียกองทัพหมูได้ง่าย ต้องเลือกจุดปล่อยให้ดี) เหมาะสำหรับบ้านที่ Air defense อยู่รอบนอก (หมูเจาะเข้าถึงได้ง่าย)

Screenshot_20150620-102804

– Tank + Jumpers

กลยุทธ์ต่อยอดจากอันตะกี้ แต่ปรับเป็นภาคพื้นดินทั้งหมด คือใช้โกเลมล่อป้อมแล้วใช้กองทัพหมูเก็บกวาดแทน (วิธีนี้จะเน้นปล่อยหมูเป็นหลายชุดๆละหลายตัวเพื่อเก็บกวาดป้อมได้เร็ว) เหมาะสำหรับแบบบ้านที่กำแพงเยอะแต่คับแคบ (ไม่มีพื้นที่โล่งสำหรับกับดักระเบิดใหญ่)

– Eights witches

กองทัพแม่มด ใช้วิธีสร้างโครงกระดูกพร้อมกันมากๆเข้าเจาะทะลวง (ทำลายกำแพงและล่อทหารได้ดีมาก) ข้อเสียคือต้องควบคุมทิศทางของแม่มดให้ดี (ถ้าเดินแยกกลุ่มออกไปมักรอดยาก)

– Dragon line

เน้นกำลังทำลายล้าง โดยมักปล่อยมังกรเป็นแนวเส้นตรงเพื่อกวาดล้างทั้งกระดาน มักใช้ได้ดีกับผังบ้านที่ Air defense กระจุกตัวหรือ level ต่ำๆ

Screenshot_20150618-195506

เทคนิคในการตั้งรับเพื่อป้องกันถูกทำลายทั้งเมือง 100%

– Move Home Out

เอาบ้านออกนอกกำแพง เพื่อให้ตีง่ายถ้าอยากรักษาทรัพยากรไว้ แต่ไม่แคร์ ranking

– Open a way to trap

เปิดทางให้ข้าศึกวิ่งเพื่อวางกับดักสปริง,ระเบิดในเส้นทางบุกที่เดาได้ง่าย แทนกำแพงปิด (ใช้ป้องกันกองทัพบุกแนวราบเช่น กองทัพยักษ์)

– Castle in the center

เอาปราสาทสำหรับทหารกองหนุนไว้ในกำแพงลึกๆ เพื่อเวลาทหารบุกเข้ามาจะโดนทหารกองหนุนถ่วงเวลาไว้ (ระหว่างนั้นก็ให้ป้อมโจมตี)

– Killer Zone

วางป้อมโจมตีไว้ในระยะที่รัศมีการป้องกันถึงกัน จะทำให้เวลาข้าศึกบุกเข้าจะโดนโจมตีหนักหน่วงกว่าการวางป้อมกระจาย (พลังโจมตีต่ำ)

– Far Air Zone

กระจายป้อมโจมตีทางอากาศให้ห่างกันมากๆจะดีกว่าอยู่ใกล้กัน เพราะเวลาบุกทางอากาศจะใช้เวลานานกว่าภาคพื้นดิน (ยิ่งห่างยิ่งไปถึงช้า มีโอกาสยิงร่วงได้ง่ายขึ้น และครอบคลุมพื้นที่ภาพรวมมากกว่า)

– Bring troops out

วางทรัพยากรนอกกำแพงในระยะห่างพอประมาณ เพื่อล่อทหารประเภทตีใกล้ตัวก่อนให้วิ่งหลุดออกจากแนวกลาง ทำให้เสียความเข้มแข็งในการเจาะทะลวง (ใช้ได้ผลกับ King, barbarian, wizard)

– Axes Clean

ในการบุก ควรจะล่อทหารกองกำลังสำรองออกมาฆ่าก่อนจะบุกเจาะเข้ากลางเมือง ถ้าเป็นทหารประชิดสามารถใช้ขวานเข้าไปหมุนฟันทีเดียวฆ่าได้เร็ว (แพ้ทางธนู,พ่อมด, minion)

Screenshot_20150618-195621

Screenshot_20150618-195614

โดยสรุป

Clash of Clans เป็นเกมที่มี unit ทหารหลากหลายและสมดุลในการรบค่อนข้างดี เหมาะกับการเล่นผ่อนคลายแต่ใช้เวลามาก(เน้นถี่มากกว่านาน) ความสวยงามของฉากและตัวละครดูดี mode เก็บคะแนนที่เล่นได้ง่ายและใช้สมองพอสมควร ถือเป็นเกมที่เล่นแล้วติดได้ง่ายมาก แต่ก็แนะนำครับ (^^)

คะแนน: 9.5

[Book] Google + Happiness

Tags

, , ,

IMG_20150531_150024คิดอย่างผู้นำ ทำอย่าง Google
by Eric Schmidt & Jonathan Rosenberg
ความหนา 364 หน้า

ตอนแรกที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมานึกว่าจะเป็นชีวประวัติของ Google แบบที่หนังสือของบริษัท tech startups อื่นๆชอบทำ แต่เปล่าเลย หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เน้นประวัติ แต่กลับสรุปแนวคิดการทำงานที่ Google มองว่าเวิร์คและมีประโยชน์จากมุมมองของ CEO และหัวหน้าฝ่าย Products และหยิบออกมาเล่าเป็นหัวข้อสั้นๆ ตัวอย่างง่ายๆแต่น่าสนใจ

ประเด็นหลักของหนังสือเล่าถึงศักยภาพของคนกลุ่มที่มีอุปนิสัย/ลักษณะที่จะส่งเสริมนวัตกรรมและองค์กร (ในหนังสือจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า สมาร์ตครีเอทีฟ) วิธีคิด วิธีการทำงานร่วมกับคนกลุ่มนี้ และรวมไปถึงวิธีรักษาคนกลุ่มให้อยู่กับองค์กรเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ออกมา

ในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของเนื้อหา ผู้แต่งได้สอดแทรกพฤติกรรมในองค์กรบางอย่างที่ทำลายประสิทธิภาพของการองค์กรที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ (ตัวอย่าง เช่นหัวข้อ อย่าไปฟังพวกฮิปโป, กฏเลขเจ็ด, ไล่เนฟออกไป รักษาดีวาไว้)

นอกเหนือจากปัญหาเรื่องการบริหาร, การตลาดและสงครามกับการเซนเซอร์ของจีน ผู้แต่งยังพยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเทคนิคว่ามีความสำคัญกว่าผลวิจัยทางการตลาดและส่งผลต่อวงการได้มากขนาดไหน รวมถึงข้อดีของแนวคิดการสร้างเทคโนโลยีแบบเปิด (เวบการศึกษาที่ถูกยกในหัวข้อนี้คือ Khan Academy ที่มีเป้าหมายว่า การศึกษาชั้นดีระดับโลก ฟรีแก่ทุกคน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน)

ปัญหาเกี่ยวกับการจ้างคนและวิธีการแก้ปัญหาที่ Google ทำได้ดีมากๆ (เช่น การทดสอบแบบ LAX, สัมภาษณ์แค่ 30 นาที, และเงื่อนไขที่จะไม่ยอมคุณภาพของการจ้างลง, ปล่อย M&M ไปและเก็บลูกเกดไว้)

วิธีการแก้ปัญหาของเวลาที่คนสายวิทยาศาสตร์ชนกันเอง (ในหัวข้อ “คุณถูกทั้งคู่”)
วิธีการบริหารการประชุมให้มีประสิทธิภาพ (ในหัวข้อ “การประชุมต้องมีเจ้าภาพ”)
วิธีการบริหารเวลาและทรัพยากร (ในหัวข้อ “ใช้เวลา 80% กับสิ่งที่สร้างรายได้ 80% ให้บริษัท”, “70/20/10”, “เวลา 20%” – สองหัวข้อนี้เล่าถึงวิธีการทำงาน prototype แบบต้นทุนต่ำของ Google ทั้งที่ตอนมีเงินมหาศาลแล้วด้วย)

ปัญหาการตั้ง KPI ที่ทั้งหลอกตัวเองและหลอกบริษัท กับการตั้งเป้าหมายแบบกำหนดวัตถุประสงค์ใหญ่ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำ และไม่จำเป็นต้องทำได้ครบ 100% เพื่อกระตุ้นให้คนทำงานพุ่งไปยังเป้าหมายที่ใหญ่และส่งผลดีกว่าในภาพรวม

สรุปโดยรวม: 91%
เป็นหนังสือที่น่าอ่าน และเปิดมุมมองเกี่ยวกับการทำงานในวงการ IT & Tech ได้ดีทีเดียว

IMG_20150531_150014

ความสุข
ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)
ความหนา 243 หน้า

เนื้อหาหลักในหนังสืออธิบายถึงแนวคิดในการสร้างความแตกต่างในทางความคิด เพื่อนำไปประยุกต์ต่อในการทำธุรกิจ โดยเลือกตัวอย่างดีๆมาเป็น input ใหม่ๆให้เห็นภาพชัดเจน

วิธีการเลือกคนที่จะทำธุรกิจด้วย

แนวคิดเกี่ยวกับการตัดสินใจ (ทั้งด้านความเร็วและการเลือกเรื่องที่ต้องตัดสินใจ)

วิธีการบริหารแบบ forward planning & scenario planning

รากฐานของความคิดสร้างสรรค์

สาเหตุของการเป็นคน “มีของ” และ “คุณภาพ”

ผลลัพธ์ลูกโซ่ของการคอรัปชั่นที่คนทั่วไปมองไม่เห็น (ที่มีต่อครอบครัวผู้ทำ)

2-pizza rule ของ Jeff Bezos (Amazon founder)

Pitch

การตัดสินใจจากความรู้สึกที่มีประสิทธิภาพกว่าตรรกะ

ผลลัพธ์ของการทำสิ่งที่ชอบด้วยความสนุก

การพุ่งเป้าที่ความเป็นเลิศ + วินัย + ความคิดสร้างสรรค์

ทำเพื่อทุกคน = ขาดจุดเด่น และมีแต่จุดด้อย เพราะขีดจำกัดในชีวิตจริงมีมากกว่าข้อดี

ขีดจำกัดและความสามารถในการเปลี่ยนแผน + ความคิดสร้างสรรค์ = new solution

Only the paranoid survives

กฏกติกา มารยาทในการประชุมของ Google

ประวัติของ Tesla บริษัทที่กำลังเปลี่ยนโลก(ไปในทางที่ดี)

สรุปโดยรวม: 93%
เป็นหนังสือที่อ่านง่าย เปิด และกระตุ้นให้เกิดความคิดในการพัฒนาตัวเอง

Agile Thailand 2015 (ภาค 2)

Tags

, ,

เก็บตก Agile Thailand 2015 (ต่อ) จาก Blog ที่แล้ว
คำเตือน Blog นี้ค่อนข้าง geek ถ้าสนใจเฉพาะแนว management ให้อ่านข้ามไป session ที่สามครับ

3. Joomla Continuous Delivery with Docker

Session speaker: Jirayut Nimsaeng (Dear)

Session นี้ว่ากันด้วยเรื่องของเทคโนโลยี Docker ที่กำลังมาแรงในตลาด server

ก่อนจะอธิบาย Docker ขอปูพื้นความเข้าใจของคำว่า “Virtual machine” (ที่จะเรียกกันย่อๆว่า VM) กันก่อนซักเล็กน้อยครับ

vm_icon

Virtual Machine คือ แนวคิดการจำลองระบบคอมพิวเตอร์ด้วย software ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน เช่น ถ้าคุณต้องการจะใช้งาน software ที่ต้องรันบน OS ซักตัวหนึ่ง วิธีทำแบบตรงไปตรงมาก็คือ ล้างเครื่องเพื่อติดตั้ง OS ที่จะใช้แล้วลงโปรแกรม ซึ่งยุ่งยากมาก

วิธีที่ดีกว่าก็คือการสร้างพื้นที่จำลอง(VM) ขึ้นมาแล้วติดตั้ง OS และโปรแกรมที่ต้องการลงไป VM พอใช้เสร็จก็ลบทิ้งไปได้เลยไม่กระเทือนระบบที่ใช้อยู่ หรือจะเซฟเก็บไว้เป็น image เอาไว้ใช้ในคราวต่อไปก็ได้

ปัญหาหลักๆของ VM ก็คือ มันเป็นการจำลองระบบทั้งระบบลงบนคอม (พูดง่ายๆก็คือลง OS ซ้อนลงบน OS อีกที) ประสิทธิภาพของมันก็เลยไม่ดีเท่าลง OS จริงๆ แต่ก็แน่ละถ้าต้องเลือกระหว่างนั่งลบระบบแล้วลงใหม่ทุกครั้ง VM ก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอยู่ดี

Docker คืออะไร ?

KuDr42X_ITXghJhSInDZekNEF0jLt3NeVxtRye3tqco

แนวคิดของ Docker เลียนแบบการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ทางเรือ ที่จะใช้ตู้ container เป็นตัวกลางในจัดเก็บสินค้ารวมกัน ทำให้สะดวกในการขนย้าย และเป็นมาตรฐานกลางร่วมกัน

Screen Shot 2558-05-16 at 7.09.52 PM

สำหรับในมุมของ software Docker ก็คือการรวมเอาโปรแกรมและสภาพแวดล้อมที่ใช้ทำงาน (เอาเฉพาะ program, library และ binary แต่ไม่รวมส่วน kernel) ไว้เป็นก้อนเดียวกันใส่ไว้ใน container เพื่อให้การติดตั้งและย้ายระบบไปเครื่องอื่นง่ายมากขึ้น

เมื่อไม่ต้องติดตั้งทั้งระบบลงไปเหมือนวิธีของ virtual machine การทำงานแบบ Docker จึงเป็นการใช้ physical จริง ไม่ต้องผ่านการจำลอง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบสูงกว่า VM มาก

และด้วยความเบาก็เลยช่วยให้สามารถสร้าง instance สำหรับทำงานได้จำนวนมากกว่าเมื่อเทียบกับ VM บน hardware เดียวกัน ดังนั้นเลยทำให้เกิดการต่อยอด เช่น การสร้างระบบที่ environment เหมือนกับ production ได้ง่าย, ทำซ้ำได้ตลอดเวลา และเร็ว!

นอกจากนี้ Docker ยังรองรับการ deploy แบบอัตโนมัติอีกด้วย (ผ่านทาง script ของ Docker เอง) และถ้านำไปทำงานร่วมกับ Automate testing เช่น robot framework ก็จะสามารถทำให้กลายเป็นระบบแบบ automate systems ได้ง่ายขึ้นมากเลย

ข้อมูลอ้างอิง: Slide เก่าของคุณ Dear
http://www.slideshare.net/winggundamth/joomla-continuous-delivery-with-docker

ข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ
http://www.docker.com/whatisdocker/
https://www.blognone.com/node/56627
https://www.blognone.com/node/59681
http://en.wikipedia.org/wiki/Docker_(software)

Action items ส่วนตัว: ลองเล่น Docker, ฝึกทำ automated deploy, robot framework

4. Functional programming (Haskell)

Session speaker: Weerasak (ป้อ)

Haskell.sh-600x600

Haskell เป็นภาษา programming ชนิด functional programming!

พูดแค่นี้ คนส่วนใหญ่จะงง ว่ามันคืออะไร แล้วยังไง?

ถ้าอธิบายแบบหยาบๆ ก็จะได้ประมาณว่า
– วิธีการเขียนโปรแกรมไม่เหมือนภาษาที่ programmer ทั่วไปในตลาด
– วิธีการคิดและรูปแบบคำสั่งการเขียนก็ต่าง (ยกตัวอย่าง เช่น ไม่มีตัวแปร !)

ส่วนคำนิยามแบบละเอียดกว่า(หน่อย) ก็คือ
– มันเป็น programming language แบบ strong static typing
– เป็นภาษาที่มีความสามารถเด่นในการทำ lazy evaluation, pattern matching

วิธีการคิดและเขียนโปรแกรมจะต่างจาก procedural, object-oriented ในแง่ของการออกแบบโค้ด (วิธีที่ทางคุณป้อนำเสนอ คือ การเขียนเคส, มอง patterns ให้ออกแล้วยุบ!)

ซึ่ง code ของ Haskell ในการแก้ปัญหา เช่น quicksort, factorial, Fizzbuzz problems จะสั้นและตรงไปตรงมามากกว่าโปรแกรมด้วยภาษาอื่น เช่น java, C

และด้วยลักษณะการทำงานแบบ lazy evaluation ก็ทำให้ทำหลายอย่างแบบที่ programming แบบอื่นทำไม่ได้ เช่น ประกาศตัวแปรเป็นอนันต์แล้วทำงาน (โดยที่ไม่ต้องจองหน่วยความจำจนล้น) หรือการคำนวณ factorial โดยไม่ต้องทำการสร้าง stack จำนวนมากเหมือน java (ประหยัด meomory กว่ามากมาย)

ในแง่การทำงานแบบ concurrency
เนื่องจาก haskell ไม่มีตัวแปร (Immutable) เวลาทำงานแบบ concurrent จึงไม่ต้องใช้วิธีการแชร์ตัวแปร ไม่ต้องใช้การ block/wait แบบการทำ multi threads ในภาษาอื่นๆ เลยทำให้ optimize ได้มีประสิทธิภาพสูงมาก (เรียกกันว่า Haskell’s green threads)

ส่วนการนำไปใช้งาน
ภาษา Haskell (หรือ functional programming) มักจะนำไปใช้งานประเภท prototyping (เพราะทำงานได้เร็ว), งานที่ state ซับซ้อนมาก (ซึ่งไม่ค่อยเหมาะกับ OOP), Safe multithreading

ข้อมูลเพิ่มเติม:
http://learnyouahaskell.com/chapters
http://stackoverflow.com/questions/1604790/what-is-haskell-actually-useful-for
https://wiki.haskell.org/Why_Haskell_matters

Action items: ทดลองใช้ Haskell แก้ปัญหา marketing

5. เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการสื่อสารแบบ face-to-face ด้วยเทคนิค Sketchnote

Session speaker: หนุ่ม SPRINT3R

ในการคุยงานกัน วิธีในการสื่อสารแต่ละแบบมีประสิทธิภาพต่างกันมาก ยกตัวอย่างเช่น การการอีเมล์ ถือเป็นการสื่อสารแบบที่ bandwidth แคบกว่าการพูดคุยต่อหน้ากันมาก แต่บางครั้งการพูดคุยกันตัวต่อตัวก็ยังเกิดความเข้าใจผิดพลาดกันได้ วิธีที่ดีกว่า คือการพูดคุยประกอบกับการวาดภาพอธิบาย เพื่อแสดงความคิดให้ออกมาเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อที่ถ้าคนที่คุยด้วยเห็นไม่ตรงกัน จะได้สามารถคุยเพื่อแก้ความเข้าใจผิดกันได้ทันที

Sketch note คืออะไร?

Sketch note คือวิธีการเขียนเรียบเรียงข้อมูลเพื่อสื่อสารความเข้าใจของตัวเองออกมาเป็นภาพ

สาระสำคัญในการเขียน Sketch note ประกอบไปด้วย

Title
การมีหัวข้อที่เด่นชัด จะช่วยให้คนดูเข้าใจประเด็นหลักที่จะสื่อได้ง่าย ส่วนการใส่รายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ใครเป็นคนพูด ที่ไหน เมื่อไหร่ เป็น option เพื่อเสริมข้อมูลกันลืมได้ดี

Layout
การวางโครงสร้างหลักที่ดี จะช่วยให้พื้นที่เพียงพอที่จะใส่เนื้อหาที่จะนำเสนอ โดยปกติมักจะเริ่มจากบนซ้ายกระจายออก (basic) แต่มักทำให้เกิดการเอียงของน้ำหนักภาพได้ง่าย บางคนจะใช้วิธีกระจายออกจากตรงกลาง (เช่น mindmap) เรียงเป็นแถวแนวดิ่งลงไปเรื่อย วนออกเป็นก้นหอย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีเส้นนำสายตาช่วยที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ชมสับสนลำดับของข้อมูล(ในกรณีที่ลำดับสำคัญ)

Content
วิธีการเปลี่ยนข้อมูลให้น่าสนใจหลักๆ มีหลายวิธี เช่น ย่อให้เหลือแค่ Keyword สำคัญแล้วเน้น หรือ เปลี่ยน keyword ให้กลายเป็นรูปภาพ/สัญลักษณ์ วิธีนี้ทำให้ผู้ชมย่อยง่าย และจำประเด็นได้ดีกว่าการใช้ข้อความล้วน
เพราะสมองคนเราจับภาพได้เร็วกว่าตัวอักษร และเรายังเลือกใช้ขนาดของ text และสี เพื่อแบ่งแยกน้ำหนักของเนื้อหาให้แตกต่างกันได้อีกด้วย

Container
นอกจากนี้ เรายังสามารถใส่กรอบ หรือขอบเขตเพื่อแบ่งพื้นที่หรือเน้นย้ำใจความสำคัญของเนื้อหา หรือเพิ่มความน่าสนใจได้ เช่น ใส่กรอบข้อความกับประโยคคำถาม หรือกรอบรูปร่างแปลกๆเพื่อกระตุ้นความสนใจเช่น กรอบรูปภาพ (แล้วแต่ context และจินตนาการของผู้เขียน)

ทั้งนี้ ขอให้อย่าลืมว่า สาระสำคัญของ sketch note คือไว้เพื่อสื่อสารเพิ่มความเข้าใจระหว่างกัน ดังนั้นไม่มีรูปแบบตายตัว และการฝึกฝนบ่อยๆจะช่วยทำให้เราสามารถจับประเด็นสำคัญและเรียบเรียงความคิดในการนำเสนอข้อมูลได้ดีขึ้นครับ 🙂

ข้อมูลเพิ่มเติม:
http://nuggethead.net/tag/sketchnote/
http://graphitemind.com/
http://sachachua.com/blog/series/sketchnote-lessons-2/

Action items: ฝึกเอาไป map กับการเรียบเรียงไอเดียเวลา present งาน

Agile Thailand 2015 (ภาค 1)

Tags

, , , ,

สรุปประเด็นน่าสนใจจากงาน Agile Thailand 2015 (ภาคแรกครับ)

1. Agile Dialogue

by Kulawat (Pom) Wongsaroj + Bee

Session นี้เป็นเรื่องของการฝึก skill “การฟัง” (ที่น่าสนใจมาก)
เวลาทำงานร่วมกันกับคนหมู่มาก ปัญหา conflict ถือเป็นเรื่องปกติ
แต่การประชุมกันเพื่อแก้ปัญหามักมีสถานการณ์หลายๆอย่างที่ทำให้
การแก้ปัญหาไม่จบลงอย่างที่ควรจะเป็น บางคนอาจเคยเจอสถานการณ์ที่
เหมือนจะตะโกนใส่กันมากกว่าการพูดคุย หรือมีเกรียนตัวใหญ่ที่คอยแย่งพูด

การฝึกตัวเองในคลาสนี้ เพื่อช่วยให้รู้ตัวเองตลอดการประชุม รู้จักคุมจังหวะ
ไม่รีบผลีพลามยิงสวนขณะที่คนอื่นกำลังพูด วิธีการที่ง่ายและตรงไปตรงมาคือ
การกำหนด Rules ขึ้นมาร่วมกัน 3 ข้อ ที่จะช่วยกำกับ “สติ” ของทุกคน

ข้อแรก: พูดทีละคน 
เพื่อให้มีโอกาสได้ฟัง และ(จง)ตั้งใจฟัง

ข้อที่สอง: ไม่วิจารณ์ 
แต่ให้พูดในแนวทางที่สร้างสรรค์เพื่อเสริมไอเดีย ไม่ใช่มุ่งแต่จะทำลายความคิด/ไอเดียของผู้อื่น

ข้อที่สาม: ไม่ตัดสินความคิดคนอื่น
การฝึกคิดที่มุ่งตัดสินความคิดคนอื่นจะทำให้เรารีบคิดหาช่องว่างหรือแนวทางอื่นมาหักล้าง จนทำให้สติในการตั้งใจฟังสาระ “หลุด” จากผู้พูด (นี่คือหนึ่งสาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนคุยกันคนละหัวข้อ เพราะไม่ตั้งใจฟังคนอื่นพูดให้จบก่อน แต่รีบแทรกพูด) กับคนที่มี ego สูงจะต้องหาทางลด ego เขาก่อน (อาจโดยลดตัวเองก่อนด้วย)

นอกจากเรื่องการฟังแล้ว ใน Session ยังขยายไอเดียออกไปครอบคลุมถึงเรื่องอื่นๆ
ของ Agile ด้วยอีกเล็กน้อย ขอสรุปเป็นประเด็นสำคัญตามความคิดเห็นของผมเองเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

  • Lean คือ วิธีการทำงานแบบที่มุ่งเน้นการลด watse ในกระบวนการ
  • Agile เป็นหลักการทำงานที่ช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของ software development process ง่ายขึ้น (ซึ่งจะมีหายแนวทางย่อยและ practices ย่อย)
  • การที่ทีม commit งานไว้มากเกินไป = การทำงานแบบ overload ตลอดเวลา
  • เมื่อทำงานหนักมาก ไม่มีจุดพัก กำลังใจคนทำงานจะหมดเร็ว
  • เมื่อไม่มีเวลาพัก = ขาดโอกาสในการพัฒนาตัวเองหรือเสริมศักยภาพใหม่ๆ
  • ทำให้ทีมท้อและพังได้ง่าย
  • การทำงานให้ได้ผลงานมากที่สุด ตอบโจทย์ใคร นายจ้าง? ทีม?
  • เมื่อ burn ชีวิตมากไป แล้วจะรักษา balance ของครอบครัว/การทำงานได้หรือ?
  • ถ้าคนทำงานไม่ Happy อะไรคือ goal ระยะยาวร่วมกัน
  • ปัญหาต้นๆของการคุยกับลูกค้าคือ ใช้ estimation = commit (ซึ่งมันคนละเรื่องกัน!)
  • ถ้าคุยกันภายในทีมรู้เรื่องดี จะทำให้ประมาณ velocity ของทีมได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
  • คนทำงานด้วยกันจะประมาณเวลาได้ใกล้เคียงมากขึ้น
  • และในกรณีที่ estimate ผิด ต้องรีบ feedback ให้ลูกค้าเร็ว เพื่อให้ลูกค้าปรับแผน/ตัดสินใจ

Action items (สำหรับตัวเอง): ฝึกสติจับประเด็นตอนประชุมแก้ปัญหา conflict ให้ได้ตลอดเวลา

 

2. การ coach ก็เหมือนการเลี้ยงลูกนั่นแหละ

by Juacompe + Chawin

11164636_10206386492001766_2141718463379060806_o

Session นี้ว่าด้วยการสังเกตถึงการดูแลเด็กตัวน้อยๆคนนึง (ในช่วงที่กำลังพัฒนาพฤติกรรมขวบปีแรก) และนำมาเปรียบเทียบกับการโค้ชให้ผู้อื่น

ในช่วง 3 ปีแรกของอายุ จะเป็นช่วงที่เด็กกำลังเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว และสมองกำลังเริ่มเตรียมความพร้อมในการสร้างเซลล์ประสาทในแต่ละด้าน เช่น การควบคุมอารมณ์, ทักษะการเข้าสังคม, ภาษา (เป็นสาเหตุให้การฝึกภาษาใหม่หลังสามขวบทำได้ไม่ดีเท่าฝึกช่วงต้นอายุ)

(*) ข้อมูลอ้างอิง http://www.unicef.org/dprk/ecd.pdf

พัฒนาการในช่วงนี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลา และนี่เป็นธรรมชาติของเด็ก

หันมามองกลับกัน เรามักจะได้ยินคำว่า “คนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง”
ซึ่งพอมาย้อนคิดดูอีกที มันอาจจะไม่จริงซะทีเดียวนัก เพราะที่จริงแล้ว คนเรามีความสามารถในการปรับตัว (adapt) เข้ากับสิ่งแวดล้อมสูงมากจนเราไม่ถือว่ามันคือการเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถกินอาหารเช้าไม่ซ้ำกันแต่เราก็ไม่ได้มองว่ามันคือการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นคำว่าเปลี่ยนแปลงจึงขึ้นกับขนาดของพฤติกรรมและความสำคัญที่ส่งผลต่อจิตใจผู้กระทำมากกว่าแค่ action เฉยๆ

ปัญหาของการโค้ชเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมคนทำงานจากแบบเดิมๆ(ที่มักประสิทธิภาพไม่สูง) ให้มาลองของใหม่ ถ้าอาศัยแค่การพูดหักว่าของเดิมไม่ดีเพื่อบังคับให้ลองเปลี่ยน จะทำให้เกิดแรงต่อต้านเล็กๆภายในใจ มากกว่าการให้ลองทำ แต่วิธีการเหล่านี้ใช้ไม่ได้กับเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถสื่อสารกลับโดยตรงได้โดยใช้ภาษาเป็นตัวกลาง

แล้วกับเด็กทำอย่างไรล่ะ?

11134127_10206386493441802_7130770212382136030_o

เรามักคิดว่าเด็กเล็กๆไม่เข้าใจการพูด แต่เราอาจมองข้ามไปว่าเด็กสามารถเข้าใจ body language (และฝึกฝนทักษะเพื่อเข้าใจได้เร็วมาก) การพูดคุย สัมผัส ปลอบ การชื่นชมเมื่อเขาทำถูกต้อง หรือให้กำลังใจเมื่อเขาทำผิดพลาด (ฝึกให้ positive ไม่ว่าจะ action จะ success หรือ failed) จะทำให้เขาค่อยๆมีความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง และทำให้เขากล้าลองทำในสิ่งใหม่ๆมากขึ้น โดยไม่มีแรงต่อต้านเท่าการบังคับให้ทำ

และก็คล้ายกันกับการโค้ชทีม

ที่ body language มีผลช่วยให้ทีมเชื่อมั่นในตัวเอง แม้จะลองแล้วผิดพลาด แล้วกล้าที่จะลองไปทำอะไรใหม่ๆเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองต่อ

หัวข้อย่อย1: ความแข็งแกร่งภายนอก vs. ความแข็งแกร่งจากภายใน

บางครั้งการแก้ปัญหา conflict ภายในองค์กร มักทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น พูดคุยหาข้อตกลง ยอมทำตามคำสั่ง ไม่ยอมแต่ไม่ทำ เลิก ลาออก ฯลฯ สิ่งแต่ละวิธีมักจะถูกเลือกขึ้นมาจากระดับความสัมพันธ์ของคนที่ทำงานด้วยกัน (เช่น ถ้าสนิทกันก็อาจจะไปพูดคุยตกลงกันตอนกินข้าวได้ แต่ถ้าเกลียดกันอาจจะต้องหาใครมาไกล่เกลี่ยแทน)

evilboss

ในกรณีที่มีทางเลือกให้ใช้แก้ conflict โดยอาศัยผู้อื่น/สิ่งอื่นเข้ามาช่วย (เคสนี้จะเรียกกันว่า ความแข็งแกร่งจากภายนอก) เช่น ใช้ตำแหน่ง, อำนาจหน้าที่ทุบโต๊ะ, ให้ผู้ใหญ่กว่าบังคับ, กำลัง(หมายถึงกับเด็ก) สิ่งเหล่านี้มักทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายกว่าการสื่อสารโดยใช้คำอธิบายความคิดและความรู้สึกเพื่อโน้มน้าวให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นคล้อยตาม (อันนี้เรียกว่าความแข็งแกร่งจากภายใน)

แต่การทำงานโดยอาศัยพลังภายนอกบ่อยๆ จะกลายเป็นการปล่อยให้ตัวเองไม่ได้ฝึกฝนความแข็งแกร่งจากภายใน และกัดกร่อนตัวเองไปเรื่อยๆ พอถึงวันนี้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น อำนาจหาย ตำแหน่งไม่มี ขาดผู้ใหญ่แบ็คอัพ คนที่ความแข็งแกร่งภายในน้อยก็จะเริ่มทำงานลำบาก

ดังนั้น ต้องฝึกให้ตัวเองสามารถแก้ปัญหา conflict ได้ด้วยตัวเองให้ได้
วิธีที่จั๊วะใช้คือ อธิบายเหตุผลและความรู้สึกประกอบกันในการสื่อสาร ไม่ใช้วิธีให้คนอื่นช่วย
และคอยเสริมให้ทุกคน(รวมทั้งเด็ก)มีความเชื่อมั่นในตัวเองว่ามีคนคอยช่วยเหลือดูแลอยู่เสมอ เพื่อที่เมื่อเขาโตขึ้นเขาจะมีความแข็งแกร่งภายในมากเพียงพอ ที่จะทำอะไรและแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง

 

หัวข้อย่อย2: Emotional bank account

ในการแก้ปัญหา บางครั้งเราก็อาจจะ focus ผิดจุด
เช่นเราอาจจะทุบโต๊ะเพื่อเอาผลงานให้รวดเร็วจนมองข้ามความรู้สึกของผู้ร่วมงานไป

ซึ่งทำลาย Balance ระหว่าง เป้าหมายร่วมกัน กับ ความสัมพันธ์ระยะยาว

ถ้ามองว่าอารมณ์ตอบสนองของคนเหมือนบัญชีธนาคาร (Emotional bank) การทำดี ชื่นชม ให้กำลังใจ สนับสนุน ก็เหมือนการฝากเพิ่ม ส่วนการด่า ประชด ไม่เห็นคุณค่าต่อกัน ทำร้ายความรู้สึก เป็นการถอน

เมื่อวันนึงที่ emotional ใน bank ติดลบ คนก็เกิด bias
พูดอะไรเท่าไหร่เขาก็จะไม่ฟัง พูดธรรมดาก็กลายเป็นประชด พูดด่าลอยๆก็นึกว่าด่าตัวเอง แล้วบรรยากาศการทำงานร่วมกันทุกอย่างก็จะแย่ลง

ทำผิดพลาดก็ควรจะขอโทษ ทำดีต่อกันก็ให้ขอบคุณ เพื่อรักษาอารมณ์ของผู้ร่วมงานบ้าง
จะแก้อคติกับใคร ขอให้เริ่มที่ตัวเราเองก่อน

เพื่อความยั่งยืนของความสัมพันธ์ระยะยาวที่จะนำไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

Action items: ฝึกตัวเองให้ควบคุมอารมณ์ให้มั่นคง, long relationship is important than short goal

🙂

สิ่งที่ต้องเจอหลังคลอด (ภาค 3) – Baby sleeping training

Tags

, ,

รีบมาต่อหลังจากดองไปนาน
(เพื่อนๆบางคนก็เริ่มคลอดน้องออกมาแล้ว เขียน blog ช้าไปอาจจะไม่ทันการ)

เรื่องที่จะพูดถึงในตอนนี้ก็คือปัญหาสุดคลาสิกของหนูน้อยหลังออกมาจากท้องมะม๊า ก็คือเรื่อง การตื่นนอนรัวๆยามดึก!

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เสียงร่ำลือจากเพื่อนๆเล่าให้ฟังกันก่อนคลอดเยอะมาก ว่าทั้งคุณพ่อคุณแม่ต้องนอนตุนไว้เยอะๆนะ เพราะเดี๋ยวหลังจากคลอดน้องออกมา จะไม่ค่อยได้นอนกัน ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ ลูกชายตัวน้อยของเราตื่นมาร้องไห้งอแงและขอดูดนมคุณแม่ยามค่ำคืนตลอด ทำเอาคุณแม่เริ่มอ่อนแรงและเริ่มเข้าโหมดซอมบี้ย่อมๆเข้าไปทุกวันๆ ช่วงเวลาในการนอนและตื่นของเด็กน้อยสั้นเพียงประมาณไม่เกิน 1 ชั่วโมงและกินตลอดเวลา เป็นแบบนี้ตลอดทั้งเดือน แต่น้ำหนักกลับไม่ขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

หลังจากญาติๆแวะมาเยี่ยมดูแล้วก็เลยแนะนำให้พาน้องไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุ แล้วก็ได้คำตอบมาว่า วิธีการดูดนมของน้องยังไม่ถูกต้อง ทำให้ได้น้ำนมน้อย พอกินได้น้อย ก็เลยหลับได้ไม่นานก็ตื่นเพราะหิวอีก กลายเป็นลูปวนเวียนไม่รู้จบ (แถมเริ่มชินกับวิธีดูดแบบผิดๆล่ะ แก้ยากได้อีก)

วิธีแก้ปัญหาขั้นต้นของพวกเราก็เลยต้องพยายามปรับท่าให้นมกันใหม่หมด (ด้วยความดูแลของคุณหมอและพยาบาลหลายท่าน) และต้องเสริมนมชงเข้าช่วยเพื่อให้น้ำหนักขึ้นมาตามเกณฑ์ให้ได้ก่อน

หลังจากผ่านไปเกือบสองเดือน น้ำหนักเริ่มเข้าที่ ตัวน้องก็กินนมคุณแม่และต่อด้วยนมชงจนอิ่ม และนอนหลับยาวขึ้นเป็นสามชั่วโมงต่อรอบ วนเวียนเป็นลูปตลอดทั้งวันและคืน พวกเราก็เริ่มเบาลงจากเดิมบ้าง แต่ก็ยังไม่ง่ายสำหรับคุณแม่ที่เวลาลาคลอดกำลังจะหมด และต้องกลับไปทำงานเหมือนเดิม ในเมื่อกลางวันต้องทำงาน และกลางคืนจะต้องคอยดูแลลูกตอนกลางคืนอีก จะเอาเวลาที่ไหนพักผ่อน?

ในขณะที่เวลากำลังจะหมดลงนั้นเอง
ก็มีโทรศัพท์ของน้องสนิทโทรเข้ามา

@juacompe: “สวัสดีครับพี่วิน”

@windygallery: “สวัสดีครับจั๊วะ”

@juacompe: “เจตานอนหลับยาวทั้งคืนรึยังครับ?”

@windygallery: “ยังอ่ะ ทำไมเหรอ?”

@juacompe: “ผมรู้สึกว่ามันเป็นคำถามที่ประหลาดมากสำหรับพ่อแม่มือใหม่ ว่าแต่พี่มีเวลาพอคุยกันเรื่องนี้ใหม่ครับ?”

แน่นอนว่าผมมี

และเต็มใจอย่างยิ่งที่น้องรักจะนำเอาข้อมูลอันมีคุณค่าขนาดที่สามารถเปลี่ยนช่วงชีวิตที่ยากลำบากของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ให้กลายเป็นวันที่น่าจดจำได้ในเวลาชั่วโมงกว่าๆ

ประเด็นหลักของการพูดคุยในค่ำคืนนั้น คือความเข้าใจเรื่องการนอนหลับของเด็กทารกที่ “เข้าใจกันไปเอง” ว่าการที่เด็กทารกนอนและตื่นมากินนมแม่ตอนกลางคืนนั้นเป็น “เรื่องปกติ”

ซึ่งตอนนี้เรามีข้อพิสูจน์แล้วว่ามัน ไม่จริง

ต้นเหตุของการศึกษาเรื่องนี้เกิดจาก หญิงนักข่าวชาวอเมริกันคนหนึ่ง ได้แต่งงานและย้ายไปอาศัยอยู่ ณ เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส และพบว่าพฤติกรรมของเด็กเล็กในฝรั่งเคสหลายๆอย่างนั้นแตกต่างจากที่ลูกเธอเป็นและเด็กที่อื่นที่เธอเคยรู้จัก เช่น การกินอาหารอย่างเป็นระเบียบ ควบคุมตัวเองได้ ไม่เหมือนเด็กอเมริกันที่โวยวายทำข้าวของเละเทะระหว่างการกิน ทั้งๆที่อยู่ในวัยเดียวกัน และรวมไปจนถึงการที่เด็กทารกของครอบครัวฝรั่งเศส สามารถนอนยาวตั้งแต่หัวค่ำไปยันเช้าเหมือนผู้ใหญ่ได้ตั้งแต่อายุไม่กี่อาทิตย์

ข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกหาอ่านต่อได้จากหนังสือสองเล่มนี้ครับ

10957475_10205808326827998_858649734_n

เพื่อให้กระชับ ขอเล่าเอาทฤษฎีแบบตัดน้ำออกให้เข้าใจง่ายขึ้นอีกหน่อย คือ

การนอนหลับยาวๆของผู้ใหญ่จะเกิดจากการนอนหลับลึกและหลับตื้นสลับกันไปเรื่อยๆทั้งคืน

เด็กเกิดใหม่ยังไม่รู้วิธีเชื่อมต่อระหว่างการหลับลึกกับหลับตื้น

บางครั้งที่เขาร้องไห้โวยวายกลางดึกนั้น บางทีเขายังไม่ได้ตื่น เขาแค่ละเมอ (ขยับตัว ร้องไห้)

ถ้าปล่อยให้เขาได้ฝึกอยู่กับตัวเองซักประมาณ 5 นาที บ่อยๆเข้า เขาจะเริ่มเชื่อมต่อหลับตื้นไปหลับลึกได้เอง

และจะนอนหลับยาวเหมือนผู้ใหญ่ได้

นี่คือเรื่องพื้นฐานการฝึกเด็กให้นอนหลับยาวที่อยู่ในวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศส

 

แต่คนไทยอย่างเราไม่เคยรู้!!!
พอลูกร้องปั๊บก็เลยจับลูกขึ้นมาโอ๋ และให้กินนมเลย
ผลก็คือลูกตื่น และไม่ได้ฝึกเชื่อมต่อระหว่างหลับลึกกับหลับตื้นเลย
แถมกินบ่อยๆเข้า ร่างกายก็เริ่มจำเวลาได้ น้ำย่อยก็เริ่มมา
คราวนี้เลยกลายเป็นความเคยชินที่เปลี่ยนยากไปเลย

จากที่หาข้อมูลมา โดยปกติถ้าไม่หัด ไม่ฝึกอะไรเลย เด็กจะสามารถเริ่มนอนยาวได้ด้วยตัวเองในอายุประมาณ 6 เดือน (แบบเป็นได้ตามธรรมชาติ)

แต่ในฝรั่งเศสที่เรื่องการฝึกเด็กนอนอยู่ในวัฒนธรรม เด็กของพวกเขานอนยาวทั้งคืนได้ตั้งแต่ตอนอายุ 2 อาทิตย์ (และส่วนใหญ่คือไม่เกิน 4 เดือนก็นอนหลับยาวทั้งคืนแล้ว)

 

 

เนื่องจากแนวคิดนี้ถือว่าปฎิวัติความเข้าใจของการเลี้ยงลูกในบ้านผมพอสมควร ก็เลยต้องมีการเจรจากับญาติผู้ใหญ่ในบ้านก่อนเพื่อจะได้ไปในแนวทางเดียวกัน

วิธีการฝึกให้ลูกหลับยาวตามทฤษฎี มีอยู่สองแนวทาง

อันแรก คือวิธี “หักดิบ”
แยกพื้นที่สำหรับนอนของเด็กแบบชัดเจนไปเลยเพื่อให้เขารู้ว่านี่คือเวลานอน กำจัดแสงและสิ่งรบกวนและปล่อยให้เขาอยู่ตัวคนเดียวทั้งคืน (ในที่ๆเรามั่นใจว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว) ถ้าจะอุ้มขึ้นมาปลอบตอนร้องไห้ ให้ทำได้ครั้งเดียว และพูดคุยบอกเขาก่อนจะทำ ว่าเรากำลังจะทำอะไร และให้เขาทำตัวอย่างไร (คนฝรั่งเศสถือว่าเด็กเข้าใจคำพูดของผู้ใหญ่เพียงแต่ยังแสดงออกไม่ได้เท่านั้น)

โดยปกติวิธีนี้มักจะใช้เวลาไม่กี่วัน แต่จะต้องแลกมากับช่วงเวลาลำบากใจตอนที่ลูกร้องคืนแรกๆ

วิธีที่สอง คือ “ค่อยๆปรับ”
วิธีนี้เน้นที่การสังเกตพฤติกรรมหลังจากที่ลูกร้องโวยวายยามดึก โดยแทนที่จะรีบอุ้มลูกขึ้นมาให้นม ให้คอยดูลูกอยู่ข้างๆประมาณ 5 นาทีแทน เพื่อที่ให้โอกาสเด็กน้อยได้ลองฝึกนอนต่อเนื่องจากหลับติ้นไปเป็นหลับลึกต่อด้วยตัวเอง แต่ถ้าเกินจากนั้นแล้วยังร้องก็ให้ปลอบ ถ้าเขาหิวก็ค่อยให้เขากิน (แต่ต้องฝึกสังเกตและแยกให้ออกว่าเขาต้องการอะไร แล้วค่อยตอบสนอง)

วิธีนี้จะใช้ระยะเวลาเป็นระดับสัปดาห์ขึ้นไป

 

 

แล้วก็ถึงเวลาลงมือปฏิบัติ

ตอนแรกนั้น ครอบครัวเราลองใช้วิธีหักดิบก่อน โดยลองปรับที่นอนใหม่ให้เป็นบริเวณชัดเจน โดยเอาเตียงเด็กมาวางไว้ข้างที่นอนของพวกเรา ปิดแสงไฟและเสียงรบกวน แล้วลองปล่อยให้น้องนอน (ก่อนปล่อยบอกให้น้องฟังว่าเรากำลังจะทำอะไร) แล้วก็เริ่มนอน สักพักน้องก็ร้อง เลยอุ้มขึ้นมาปลอบทีนึงเพื่อให้รู้ว่ายังอยู่ใกล้ๆกัน แล้วก็วางให้นอนต่อ ปรากฏว่าสักพักก็เริ่มไม่ยอม ร้องไห้งอแง

พยายามทำใจแข็งกันอยู่สองคน (เกือบทะเลาะกับผู้ใหญ่ในบ้านก็ตอนนี้) หลังจากผ่านไปประมาณสองชั่วโมง ก็เลยต้องยอม จับขึ้นมาอุ้มปลอบให้แล้วดูดนมแม่ต่อเพื่อกล่อมจนหลับไป (สรุปว่า fail เพราะใจไม่แข็งพอ)

ผลข้างเคียงที่ออกมาชัดเจนก็คือ คืนต่อๆมาลูกไม่ยอมนอนเลย พอจับวางที่นอนเดิมปั๊บร้องงอแงทันที (กลายเป็นกลัวการนอนกลางคืนไปเลย)

IMG_3612

สถานการณ์ตอนนั้น เครียดพอสมควร..

เพราะพอลูกไม่ยอมนอน ก็ส่งผลเป็นโดมิโน่กับพ่อแม่ และญาติๆรอบข้างเป็นลูกโซ่
ดังนั้นก็เลยต้องปรับตัวมาใช้วิธีที่สองเพื่อให้แก้ปัญหาแทน

เอาเตียงเด็กออกไปจากห้อง แล้วย้ายมานอนกับคุณแม่เหมือนเดิม จัดสภาวะแวดล้อมใหม่ โอ๋และพยายามกล่อมให้ต่างจากบรรยากาศวันที่ทำให้ลูกกลัวกลางคืนฝังใจ ค่อยๆปลอบและยอมให้ลูกดูดนมจนหลับ ปรับทุกๆอย่างๆ หลังจากผ่านไปเกือบอาทิตย์ ลูกก็เริ่มยอมกลับมานอนกลางคืน (พ่อแม่แทบเป็นซอมบี้กันเลยทีเดียว)

ในระหว่างช่วงเวลาที่โหดร้ายนี้ พวกเราก็เริ่มแยกแยะเสียงร้องของเขาได้แล้ว ว่าร้องแบบไหนคือหิว (ลูกผมร้อง อะแฮ้ = หิว ชัดมาก) แบบไหนปวดท้องมีลม (สังเกตจากเสียงร้องและมือเกร็ง) ส่วนง่วงดูง่ายเพราะอ้าปากหาวตาปิด และฉี่/อึ นี่อาศัยดูจากแพมเพิร์สเอา

พอเริ่มแยกแยะอาการได้ เราก็เริ่มใช้วิธีสังเกตก่อนประมาณ 5 นาที ไม่รีบอุ้มเวลาที่เขาร้องตอนกลางคืน คอยตบก้นเบาๆให้เขาหลับต่อและปล่อยให้เขาค่อยๆฝึกนอนหลับต่อเนื่องได้ด้วยตัวเอง ทีละน้อยๆ

หลังจากผ่านไปอีกประมาณสองอาทิตย์ ลูกของพวกเราก็เริ่มนอนยาวทั้งคืน ตื่นอีกทีตอนเช้าเลย
\(^^)/\(^^)/

IMG_2923

แล้วชีวิตก็ดีขึ้น

คุณแม่ตื่นยามดึกเพื่อปั้มนมต่อไป (เพียงแต่ไม่ต้องมาคอยดูแลลูกด้วย เบาแรงได้อีกหน่อย)
เด็กน้อยนอนหลับยาว ก็มีส่วนให้มีพัฒนาการที่ดี อารมณ์ดี และเลี้ยงง่ายขึ้น

 

การเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเสียจนเกินความสามารถของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

การเลี้ยงลูกไม่ใช่ไสยศาสตร์ การร้องของเขามักมีสาเหตุ การสังเกตเยอะๆช่วยได้มาก

พยายามทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของเขาจากสิ่งที่เขาแสดงออก (ยิ่งเด็กเล็กยิ่งตรงไปตรงมามาก)

สิ่งแวดล้อมมีผลกับการเลี้ยงมาก เช่น เวลานอนของพ่อแม่ แสง เสียง (และอย่าลืมทำให้ลูกเรอก่อนนอน)

ถ้าคิดว่ามีปัญหาเกิดขึ้น แนะนำให้ลองดูสิ่งรอบๆตัวก่อน แล้วค่อยๆปรับครับ

IMG_4248
หวังว่าจะมีประโยชน์ในการเลี้ยงน้องๆของทุกครอบครัว ให้เติบโตอย่างมีสุขภาพแข็งแรง อารมณ์แจ่มใสกันทุกคน ขอเอาใจช่วยคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกท่านครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ ^^

สัมภาษณ์เด็กน้อย

Tags

IMG_3150

นักข่าว: สวัสดีครับ เจตา
เจตา: อ้อแอ้ๆ

นักข่าว: ยังพูดภาษาไทยไม่ได้รึครับ
เจตา: อ้อแอ้ๆ (พยักหน้างึกงัก)

นักข่าว: โอเคครับ เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นต่อผู้ชม ทางทีมนักข่าวได้เตรียมวุ้นแปลภาษาจากญี่ปุ่นมาละลายใส่นมขวดให้น้องเจตาดูดแล้วครับ จะได้คุยกันรู้เรื่อง
เจตา: ซู้ดดดดด… (ดูดนม)

เวลาผ่านไป 3 นาที (ยังกะมาม่าต้มสุก)

นักข่าว: สวัสดีครับ เจตา
เจตา: สวัสดีฮับคุณลุง

นักข่าว: เรียกน้าซิครับ
เจตา: (มองหน้า) สวัสดีฮับน้าลุง

นักข่าว: (- -‘)

นักข่าว: งั้น เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ น้องเจตาเป็นใครเอ่ย?
เจตา: เป็นลูกครึ่งฮับ

นักข่าว: ลูกครึ่งไทยจีน?
เจตา: ครึ่งพ่อครึ่งแม่ฮับ

นักข่าว: เอ่อ…  งั้นปะป๊ากับมะม๊าเป็นใครเอ่ย?
เจตา: ปะป๊า @windygallery กับมะม๊าแอนฮับ

นักข่าว: มีคนบอกไหมว่าหน้าคล้ายใครมากกว่ากัน?
เจตา: มีคนบอกหน้าและปากเหมือนมะม๊า แต่ตาเหมือนป๊ะป๋าฮับ

นักข่าว: อายุกี่ขวบแล้วครับ ตอนนี้?
เจตา: 0.4246 ขวบฮับ

นักข่าว: กิจวัตรประจำวันมีอะไรบ้างครับ?
เจตา: ตื่น 6 โมงเช้ามากินนมกะมะม๊า แล้วไปเล่นกับอากงกับอาม่า ตกเย็นปะป๊ากับมะม๊าจะกลับมาอาบน้ำ และกล่อมเข้านอนฮับ

นักข่าว: ชีวิตมีแค่กิน นอน กับเล่นแค่นั้นรึ?
เจตา: นอกนั้น ก็มีถ่ายแบบนิดหน่อยๆกับปะป๊าทุกวันฮับ

นักข่าว: คิดยังไงที่มีปะป๊ากับมะม๊าเป็นตากล้องทั้งคู่?
เจตา: ตอนแรกก็สงสัยฮับว่าจะถ่ายอะไรหนักหนา แต่ตอนนี้เริ่มชินล่ะฮับ

นักข่าว: แล้วเบื้องหลังกล้องเป็นยังไง?
เจตา: ก็ร้องโวยวายตอนปะป๊าเอาแต่เช็คภาพล่ะฮับ แต่รูปช่วงโวยวายปะป๊าไม่ยอมโพส กลัวเสียลุค

IMG_3418-checker

นักข่าว: ได้ข่าวว่าชอบอาบน้ำกับปะป๊า?
เจตา: ก็เย็นดี อาบเสร็จแล้วมีแต่คนมารุมหอม

นักข่าว: ไม่กลัวภาพหลุดตอนโป๊บ้างหรือ?
เจตา: ไม่กลัวฮับ ทุกรูปก่อนโพสจะต้องเจอมะม๊าเซนเซอร์ทุกใบ?

นักข่าว: ทดสอบตัวเลขกันหน่อย 1 + 7 เป็นเท่าไหร่?
เจตา: ผมยังไม่ได้เรียนเลยฮับ

นักข่าว: รู้จัก ป.1 ไหม?
เจตา: ได้ยินปะป๊าบอกว่ามันคือ ชั้นประถมฮับ

นักข่าว: แล้วคิดเห็นยังไงกับ ม. 44?
เจตา: ไม่รู้ฮับ ยังเรียนไม่ถึง รอผมจบ ม. 3 ก่อนนะฮับ

นักข่าว: คิดว่าเงินสำคัญไหม?
เจตา: ถ้าพี่ไม่มี พี่อยู่ได้ใช่ไหมฮับ?

นักข่าว: แล้วเขาว่ากันว่าเศรษฐกิจช่วงนี้ไม่ค่อยดี เราคิดว่ารัฐบาลจะช่วยเราแก้ปัญหานี่ได้ยังไงครับ?
เจตา: ถ้าเราต้องรอรัฐบาลช่วยทุกอย่างไม่น่าจะดีนะฮับ และทำไมเศรษฐกิจบ้านเราต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลอย่างเดียวด้วยล่ะฮับ

นักข่าว: แล้วถ้าเศรษฐกิจแถวยุโรปมันแย่มันอาจจะกระทบเศรษฐกิจบ้านเราหนักด้วย คิดเห็นยังไง?
เจตา: แปลว่า เศรษฐกิจเราเปราะบางและพึ่งพาชาวบ้านมากไปหรือเปล่าฮับ

นักข่าว: งั้นถ้าจะทำให้เศรษฐกิจบ้านเราแข็งแรง เจตาคิดว่าต้องเริ่มที่อะไร?
เจตา:หาทางทำให้เกษตรกรบ้านเราเพิ่มผลผลิตและลดการใช้ปุ๋ยให้เหมือนประเทศที่เจริญอื่นๆก่อนดีไหมฮับ ถ้าการเกษตรบ้านเราไม่แข็งแรง เรื่องต่อยอดอย่างอื่นคงหาจุดแข็งไปสู้ยาก และพอเขาล้ม เราจะได้ไม่กระทบหนัก

นักข่าว: ทำไมถึงคิดว่าเกษตรกรบ้านเรายังแกร่งไม่พอ?
เจตา: เคยได้ยินป๊าเล่าให้ฟังว่า มีการใช้ปริมาณยาและสารเคมีในการเกษตรบ้านเราสูงกว่าประเทศรอบข้างหลายเท่า(ยกเว้นเขมร) แต่ผลผลิตต่อไร่บ้านเราดันต่ำกว่าเขาหมดเลย แล้วก็ไม่ค่อยมีการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางเกษตรมีแต่ผลิตแบบเดิมๆเป็นเรื่อยๆ ซึ่งมูลค่าต่ำ แต่ค่าแรงบ้านเราเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนสู้ประเทศข้างๆไม่ค่อยแล้วฮับ

IMG_2921

นักข่าว: นอกจากเกษตรกรบ้านเราแล้ว มีอะไรที่เรายังไม่แข็งแรงอีก?
เจตา: มีอะไรที่เราแข็งแรงแล้วด้วยเหรอฮับ?

นักข่าว: งั้นเอาที่ส่วนกลางก่อนล่ะกัน คิดว่าระบบราชการเป็นยังไง?
เจตา: ได้ยินคนบ่นว่าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพและมีคอรัปชั่นสูงฮับ

นักข่าว: ประสิทธิภาพของราชการนี่ควรดูยังไง ขอคำอธิบายหน่อย?
เจตา: เอาผลงานของแต่ละกระทรวงมาตั้ง หารด้วยงบประมาณแต่ละปี แล้วดูว่าคุ้มค่าแค่ไหนกับเงินภาษีที่ลงไปฮับ

นักข่าว: แปลว่าถ้าไม่มีผลงาน ก็จะไม่มีค่าอะไรเลยนะนั่น?
เจตา: แล้วจะเอาเงินไปทิ้งทุกปีทำไมล่ะฮับ

นักข่าว: แล้วคอรัปชั่นล่ะ แก้ยังไง?
เจตา: เอาแบบอเมริกาฮับ เห็นช่วงนี้เขาฮิต open data บ้านเราน่าจะลอกเขามาบ้างนะฮับ ให้เปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายของรัฐทั้งหมดว่าใช้ไปกับอะไรเท่าไหร่ โปร่งใสและตรวจสอบได้ แล้วถ้าใครโกงก็เอาออกพร้อมปรับลงโทษให้หนักและชัดเจนฮับ

นักข่าว: คิดว่านายกที่ดีควรเป็นอย่างไร
เจตา: เป็นอย่างคำขวัญวันเด็กที่ให้ฮับ

นักข่าว: แล้วถ้าทำไม่ได้ล่ะ?
เจตา: แค่นี้ยังไม่ได้แล้วจะหวังอะไรฮับ

IMG_3114

นักข่าว: เจตาเคยนั่งเครื่องบินบ้างยังครับ?
เจตา: ยังฮับ

นักข่าว: แล้วเจตาเห็นข่าวปัญหาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินแล้วเจตาคิดเห็นว่าอย่างไรบ้างครับ?
เจตา: ก็เขาแค่แจ้งว่าของเรายังไม่ดี ยังไม่ได้มาตรฐาน ผมแค่สงสัยว่าเราจะโวยวายไปทำไมฮับ ถ้าเรารู้สาเหตุแล้วก็น่าจะแก้ได้นี่ฮะ

นักข่าว: แล้วข่าวเรื่องสถานการณ์การบินไทยที่ย่ำแย่ตอนนี้ ควรแก้ไขยังไรดีครับ?
เจตา: เจตาสงสัยว่าถ้าปล่อยเจ๊งไปนี่ใครจะเดือดร้อนบ้างฮับ ถ้าเป็นคนไม่กี่กลุ่มที่ไม่เคยยอมเสียสิทธิ์พิเศษอะไรเลยแต่อ้างจะเอาภาษีของประเทศไปถลุงเรื่อยๆ เจตาว่าก็ปล่อยเจ๊งไปบ้างก็น่าจะได้ฮับ เดี๋ยวเจ้าอื่นที่เขาทำกำไรอยู่รอดได้ เขาก็พัฒนาขึ้นมาแทนที่เองฮับ

นักข่าว: คิดเห็นอย่างไรกับระบบการศึกษาบ้านเรา?
เจตา: เจตายังไม่ได้เข้าระบบเลยฮะ แล้วเจตาไม่เข้าได้ไหมฮับ เข้าแล้วจะดีอย่างไร?

นักข่าว: คิดเห็นอย่างไรกับธนาคารและวงการมือถือ
เจตา: ดูท่าอีกซักพักน่าจะเริ่มแย่งลูกค้ากันบ้าง และถ้าเมื่อไหร่มีปล่อยกู้ผ่านมือถือได้คงแย่งชิงตลาดสนุกกันพิลึกเลยฮับ

นักข่าว: รุ่นปะป๊าของเจตาใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเท่าๆตู้เย็นเครื่องเล็กๆ ถึงตอนเจตาเกิดมาคอมพิวเตอร์ขนาดเท่าบัตรเครดิตแล้ว พอเจตาโตพอจะเข้ามหาลัย เจตาคิดว่าคอมพิวเตอร์ขนาดจะเท่าอะไร
เจตา: เท่าเหรียญบาทเล็กและอยู่แถวๆที่ส้นรองเท้าฮับ

นักข่าว: คิดเห็นยังไงเรื่องหวยชาเขียว?
เจตา: คนเขาค้าขายด้วยการตลาดหลอกล่อ ถ้าหน้ามืดตามัวซื้อกินเพราะหวังโชคดีก็คงต้องปล่อยให้เขาไปฮับ

นักข่าว: คิดยังไงเรื่องการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่
เจตา: ดูแก้ปัญหาปลายเหตุไปนะฮับ ถ้ามันไม่ดีถึงขนาดต้องรณรงค์ ทำไม่ไม่ปิดโรงงานผลิตไปเลยล่ะฮับ

นักข่าว: เห็นข่าวกรุงเทพน้ำท่วมบ่อยๆนี่คิดยังไงบ้างครับ?
เจตา: สงสัยว่าคอขวดของทางระบายอยู่ตรงไหน และติดที่อะไร ใครตอบได้บ้างฮับ

นักข่าว: ถ้าจะทำให้กรุงเทพ น่าอยู่ ควรจะเริ่มที่ไหนดี
เจตา: ทำให้คนนอกเมืองเดินทางไปทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ สร้างฮับของคมนาคมเพิ่มหลายๆจุด แทนที่จะเป็นอนุสาวรีย์ชัย, จตุจักร กับ BTS ตากสิน และให้มีรถสาธารณะที่วิ่งพุ่งเข้าฮับได้เร็วและราคาถูก ลดปริมาณรถที่จำเป็นต้องเข้าเมืองให้ต่ำที่สุดแล้วก็เพิ่มต้นไม้และรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำบ้านเราให้มากฮับ

นักข่าว: คิดเห็นยังไงเรื่องแม่ค้าบนทางเท้า
เจตา: ตอบตามตรง ผมคิดว่ามันเป็นสีสันยามค่ำคืนของบ้านเราเลยนะฮับ เพียงแต่บางจุดมันดูไร้ระเบียบไปหน่อย เลยทำการเดินทางเท้ามันไม่ flow (บางที่ก็ติดขัดมากไป)

นักข่าว: งั้นควรแก้ยังไงดี?
เจตา: สร้างมาตรฐานของระยะที่เดินได้ดีไหมฮับ บางจุดมันเป็นคอขวดเช่นทางหลัง BTS ไปต่อรถ พอทางมันแคบก็ระบายคนได้ช้า ถ้ากำหนดไว้ว่าโซนนี้ห้าม โซนนี่ขายได้แต่ห้ามเบียดพื้นที่ทางเดินเกินเท่าไหร่ๆก็น่าจะทำให้อะไรมันดีขึ้นได้โดยไม่ฝืนกันมากไปนัก

นักข่าว: เรื่องทางเดินเท้ามีอะไรควรทำอีก?
เจตา: อะไรคือทางเดินเท้าเมื่อยังมีรถมอไซต์ขึ้นมาวิ่ง?

นักข่าว: เจตาฟังเพลงบ้างไหม?
เจตา: ฟังมะม๊ากับปะป๋าร้องให้ฟังนิดหน่อยฮับ

นักข่าว: คิดว่าเพลงที่เพราะคืออะไร?
เจตา: เพลงที่ผมชอบและผมอยากฟังฮับ

นักข่าว: แล้วการฟังเพลงแล้วรู้สึกว่าทำนองมันเหมือนเพลงคนอื่นคิดว่าอย่างไรบ้าง?
เจตา: ศิลปินที่ดีน่าจะต่อยอดออกไปให้มันสร้างสรรค์ต่อฮับ การได้รับอิทธิพลจากผลงานคนอื่นบ้างมันเป็นเรื่องปกติ เจตาว่าต้องดูที่เจตนาเป็นหลักฮับ แต่ในฐานะผู้เสพ เอาที่ลุงสบายใจดีกว่าฮับ อย่าไปซีเรียสมากเลย

นักข่าว: แล้วคิดยังไงกับการเอาเนื้อหาของคนอื่นไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต?
เจตา: มองในแง่ดีมันก็ช่วยโปรโมต แต่ถ้ามองในแง่ร้ายคนคิดคนทำเขาจะเอาอะไรกินล่ะฮับ

นักข่าว: คำถามสุดท้ายแล้วครับ เจตา
เจตา: ฮับ

นักข่าว: คิดว่าชีวิต คือ อะไร?
เจตา: เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสมมีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน

นักข่าว: ไปนอนนะครับ
เจตา: ฮับ ฝันดีฮับคุณลุง

นักข่าว: น้า!
เจตา: (มองหน้า) สวัสดีฮับน้าลุง

IMG_3023

สิ่งที่ต้องเจอหลังคลอด (ภาค 2)

Tags

, , , , ,

IMG_2904

(ต่อจากภาคแรก)

Make it efficient

หลังจากเด็กน้อยคลอดออกมาแข็งแรงปลอดภัยดีแล้ว
ก็ถึงเวลาพากลับบ้าน สิ่งแรกๆที่เราสองคนเริ่มทำก่อนก็คือ “จัดระเบียบห้องใหม่”
โดยการทยอยเอาของที่ไม่จำเป็นออกไปเพื่อให้มีพื้นที่มากขึ้น
และจัดเอาอุปกรณ์ที่ต้องใช้ร่วมกันมาอยู่ใกล้ๆกันให้มากที่สุด
ผลลัพธ์ที่ได้ คือมีพื้นที่อยู่สามจุดที่ช่วยประหยัดเวลาของพวกเราได้มาก

จุดแรกคือ มุมเปลี่ยนผ้าอ้อม
ที่จะมีทั้งกระดาษเปียก ผ้ายางรองกันเลอะ แพมเพิร์สใหม่
ขวดมหาหิงส์ คัตตอนบัท กล่องใส่สำลีก้อน และถังขยะรอไว้พร้อม
สามารถอุ้มน้องวางแล้วจับเปลี่ยนแพมเพิร์สได้สะดวก
โดยขยับขาไม่เกินสองก้าวในการเข้าถึงของจำเป็น
ลดเวลาในการเปลี่ยนผ้าอ้อมและสะดวกแม้ยามดึก
(สวิตซ์ไฟเล็กอยู่ติดกับกระดาษเปียก)

จุดที่สอง คือ มุมเตรียมนม
มีกระติกน้ำร้อน นมผง ที่นึ่งขวดนม ที่วางขวดนมสะอาด ผ้าประคบ
แก้วน้ำดื่ม(สำหรับคุณแม่) กรณีนี้ ถ้ามีตู้เย็นอยู่ใกล้จะยิ่งได้เปรียบ

จุดที่สาม คือ มุมอาบน้ำ
จะมีอ่างอาบน้ำเด็ก ผ้าขึงรองให้เด็กนอนเวลาอาบน้ำ
ผ้าอาบน้ำ สบู่เด็ก แก้ว ฝักบัว ขันน้ำ ก็อกน้ำ ผ้าเช็ดเท้า และถังขยะ
สำหรับการอาบน้ำเด็ก ถ้าเราวางอ่างอาบน้ำไว้ต่ำ
จะทำให้ต้องก้มเยอะเวลาจับลูกอาบน้ำ (อาจทำให้ปวดเมื่อยหลังง่าย)
ที่บ้านก็เลยใช้วิธีวางอ่างบนโต๊ะสูงระดับเอว ทำให้ยืนอาบน้ำลูกสบายๆ

IMG_2901

Reasons to cry

พฤติกรรมเด็กน้อยช่วงเดือนแรกนี้ยังไม่มีอะไรมาก
หิวก็ให้ดูดนม กินอิ่มก็จะนอนหลับ
ฉี่/อึก็เปลี่ยนแพมเพิร์ส

และที่มาของความหลากหลายนั้น เริ่มต้นที่การ “แหกปาก” ครับ

IMG_1686

มันอยู่ในสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตที่เรียกร้องความช่วยเหลือ
เพราะยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
และก็หน้าที่อันสำคัญยิ่งของพ่อแม่ที่จะต้องช่วยแก้ปัญหาให้ลูกน้อย

แต่ปัญหาที่เจอคือ ช่วงแรกพ่อแม่มือใหม่อย่างพวกเรายังแยกไม่ออกครับ
ว่าระหว่าง หิวกับปวดท้อง มันต่างกันยังไง
(สาเหตุของปวดท้องที่เจอคือหลังกินนมแล้วไม่ได้จับนอนเรอ
ทำให้น้องแน่นท้องแล้วซักพักก็จะเริ่มโวยวาย)

จุดนี้ขอให้เชื่ออย่างนึงไว้ก่อนเลยว่า
การที่เด็กเล็กอย่างเขาร้องออกมานี่
เขาต้องการจะสื่อสารอะไรซักอย่างกับเรา
เพียงแค่เขายังไม่รู้จักวิธีสื่อสารแบบเป็นระบบอย่างภาษาแค่นั้นเอง

IMG_1109

หลังจากที่ผมพยายามฟังและคอยสังเกตอยู่พักใหญ่
เราสองคนก็เริ่มแยกได้ว่าเสียงร้องของแต่ละอาการไม่เหมือนกัน
เวลาหิว ลูกผมจะออกเสียงคล้ายๆ อะแฮ้! (เสียงชัดแจ๋ว….)
แต่เวลาปวดท้องจะร้องและทำท่ามือเกร็งๆหน่อย (แต่เสียงร้องจำแนกได้ไม่ชัดเจน)
แต่ถ้าง่วงนี่ ลูกอ้าปากหาวเลยไม่ต้องเดาให้เสียเวลา

พอจับรูปแบบเสียงได้ ชีวิตก็เริ่มง่ายขึ้นอีก steps

(*) เคยมีฝรั่งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงร้องของเด็กทารก
มาวิเคราะห์เสียงของเด็กไทย พบว่ามีรูปแบบชัดเจนอยู่ 5 เสียง
ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดูนะครับ 🙂

IMG_2620

Yellow skin

ปัญหาต่อมาที่เราเจอก็คือ
น้องนอนหลับสั้นมาก และตื่นบ่อย
คุณแม่ก็เริ่มไม่ได้นอน และอ่อนเพลียลงๆ
แล้วพอถึงกำหนดครบ 7 วันที่ต้องพาน้องไปตรวจที่โรงพยาบาล
เราก็ได้ยินข่าวร้ายจากคุณหมอ น้องตัวเหลืองเกินค่ามาตรฐาน

ต้นเหตุของปัญหาคือน้องได้น้ำนมน้อยเกินไป ทำให้ขับสารเหลืองออกได้น้อย
วิธีแก้ก็คือต้องให้น้องได้นม(หรือน้ำ)ให้เพียงพอ
แล้วน้องจะขับสารเหลืองออกจากร่างกายได้ดีขึ้นเอง

สาเหตุสำคัญอันหนึ่งคือ วิธีการดูดของน้องยังไม่ถูก
เช่น น้องอ้าปากไม่กว้างพอ ทำให้งับได้แค่หัวนม
ลิ้นจึงไม่สามารถไล่นมจากฐานล่าง ทำให้ได้ปริมาณนมน้อย

พอทำผิดวิธีบ่อยๆก็ชิน ไม่ยอมอ้าปากกว้าง ทำให้ยิ่งกินยิ่งได้นมน้อย
พอนมถูกใช้น้อย ร่างกายก็ไม่ได้ผลิตนมเพิ่ม เลยยิ่งทำให้นมน้อยไม่พอกิน

47921

และการที่น้องได้นมน้อย ยังส่งผลให้น้องนอนหลับได้สั้น (เพราะไม่อิ่ม)
พอไม่อิ่มก็ตื่นไว แล้วก็วนเวียนเป็นลูปไม่รู้จบไปเรื่อยๆ ซึ่งบั่นทอนพลังงานคุณแม่มาก

ทุกคนส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ยาวชนิดที่คิดไม่ถึง

นอกจากนี้…

สถานการณ์แบบนี้ ยังทำให้คุณแม่บางคนที่มีนมน้อยเริ่มถอดใจ
เปลี่ยนไปใช้นมชงแทนนมแม่ พอใช้นมชง ร่างกายก็ถูกลูกดูดกระตุ้นน้อยลง
นมแม่ก็ยิ่งลดน้อยลงไปอีก ทำให้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้นมผงเลี้ยงลูกต่อไป

ซึ่งนี่คือจุดสำคัญที่ทำให้บริษัทนมผงพยายามแจกตัวอย่างนมผงให้ว่าที่คุณแม่แต่เนิ่นๆ
เพราะเมื่อเกิดโอกาสเปลี่ยนจากนมแม่เป็นผงแล้ว ยากจะกลับไปให้นมแม่ได้อีก
และกลายเป็นกลวิธีทางการตลาดของบริษัทนมผงที่ใช้มาตลอดหลายสิบปี

47917

เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด เราก็ตัดสินใจให้น้อง admit เข้าโรงพยาบาล
จับน้องแก้ผ้าส่องไฟ (มีผ้าปิดตาน้อง) และให้น้ำเกลือช่วย 😦

47923

นี่เป็นช่วงเวลาที่ทำใจลำบากมาก
และเสียใจที่ยังดูแลน้องได้ไม่ดีเวลาเห็นลูกโดนใส่สายน้ำเกลือ 😥
(เริ่มเข้าใจคำว่าเห็นลูกเจ็บแล้วเจ็บแทน ตอนที่เห็นลูกชายวัย 7 วันโดนเข็มเสียบมือ)

แต่ในที่สุด

มันก็ผ่านไป….

เด็กน้อยค่าตัวเหลืองลดลงตามลำดับ

และคุณหมอให้กลับบ้านได้ TvT

Different ways

ข้อดีของการเลี้ยงลูกน้อยในบ้านที่มีญาติผู้ใหญ่คอยช่วยสนับสนุนอยู่ข้างๆ
คือโอกาสเรียนรู้ ทักษะเล็กๆน้อยๆในการดูแลลูกที่คุณแม่มือใหม่ยังไม่ค่อยชำนาญ
ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำเด็ก การกล่อมนอน การปลอบและการหลอกล่อ ฯลฯ
บางครั้งอาจรวมไปถึงการดูแลเรื่องอาหารการกิน การปลอบ
หรือการช่วยดูแลเด็กน้อย ยามที่คุณแม่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ

แต่ในบางบ้าน ความคิดเห็นหรือวิธีในการเลี้ยงดูของผู้ใหญ่บางท่านอาจแตกต่างกัน
จนมาสู่ปัญหาความขัดแย้งในการดูแลเด็กน้อย จนทำให้ความสุขในการเลี้ยงดูลูกลดน้อยลงไป

ปัญหาเหล่านี้ ผมก็เจอ…

และกว่าจะผ่านมันไปได้ก็ใช้ทั้งเวลาและวิธีมากมายเผื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ผมเห็นเพื่อน/น้องบางคนตั้งใจ(อย่างมาก) ที่จะแต่งปั้นลูกให้เติบโตเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ
ต้องฝึกแบบนั้นแบบนี้ ต้องเลี้ยงอย่างนี้ ฯลฯ โดยสร้างกำแพงกั้นระหว่างคนต่างวัยขึ้นมา

ผมไม่คิดว่า นั่นคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับปัญหานี้นะครับ..

เพราะการทำแบบนั้น คือการตั้งใจให้และคาดหวังกับลูก
มากเสียจนอาจจะทำให้คุณมองข้าม
ความสุขของคนที่เข้ามาช่วยดูแลเด็กน้อยไป

และเมื่อความสุขของคนรอบข้างไม่มี
คุณคิดหรือว่าคุณจะสามารถเลี้ยงดูลูกน้อยอย่างมีความสุขลำพังไปได้ยาวนาน

….

..

.

ถ้าถามว่าจุดสมดุลระหว่างคนต่างวัยภายในครอบครัวนั้นอยู่ตรงไหน…
ผมไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้นะครับ

มันเป็นเรื่องที่แต่ละครอบครัวต้องไปปรับจูนกันเอง ตามวิธีแลกเปลี่ยนความเห็น
และสไตล์การทำความเข้าใจของผู้ใหญ่ในแต่ละบ้าน
สิ่งบางเรื่องอาจจะง่าย แต่บางเรื่องอาจจะยากมาก
โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อ

ปัจจุบันเรามีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับวิธีการดูแลลูก
ที่สามารถพิสูจน์ว่าดีกว่าวิธีการในยุคก่อน
ซึ่งมักจะกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดปัญหาระหว่างวิธีเลี้ยงของคนสองยุค
ไม่ว่าจะเป็น

– เด็กยังไม่รู้เรื่อง และไม่เข้าใจที่เราพูด
ความเชื่อที่ว่าการปล่อยให้เด็กร้องไห้ช่วยทำให้ปอดขยาย
ถ้าไม่ดัดขาเด็ก โตมาจะขาโก่ง
– ทาอัญชันแล้วคิ้วจะดก

IMG_1460

– หลังคลอดแม่ต้องอยู่ไฟ
– กินอาหารเสริมเร็วๆ
– นมแม่หมดประโยชน์เมื่อครบหกเดือน
– ปลุกลูกมากินนมตอนดึกๆจะทำให้โตไว
– การอุ้มมากจะทำให้เด็กติดอุ้มและไม่ดี
– ต้องอุ่นนมให้อุ่นก่อนกินถึงจะดี

ฯลฯ

ผมเชื่อว่าตอนนี้เราอยู่ในยุคที่มีข้อมูลมากกว่าสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่เราหลายแสนเท่า
เรามีผลงานวิจัยที่ทดลองกับเด็กจำนวนมากเพื่อพิสูจน์ความเชื่อทั้งหลาย
ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่วิธีการของคนรุ่นก่อนมันไม่ถูก

แต่ปัญหาคือข้อมูลยุคใหม่มันไปไม่ถึงคนรุ่นนั้นต่างหาก
ถ้าคุณทำตัวเป็นตัวเชื่อมคนรุ่นก่อนกับข้อมูลยุคใหม่ได้
ผมเชื่อว่าปัญหาหลายๆอันจะลดลงไปได้เยอะเลย

และนี่เป็นทางออกที่ครอบครัวผมใช้ได้ผลมากพอสมควร
(หมายเหตุ ไม่จำเป็นว่าต้องใช้แค่คนในครอบครัวที่เป็นตัวเชื่อมนะครับ)

เอาเวลาไปเล่นกับลูกมากๆ ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้ดีกว่าของเล่นชิ้นไหนๆ
ช่วงเวลาที่เด็กพัฒนาและซึมซับลักษณะของพ่อแม่ได้ดีที่สุด คือช่วงสามขวบแรก
อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์นะครับ

🙂

ภาคต่อไป จะเป็นปัญหาระดับสามเดือนของเด็กน้อยครับ 🙂

สิ่งที่ต้องเจอหลังคลอด (ภาค 1)

Tags

, , ,

มีคนเตือนผมไว้ว่า ช่วงเดือนสุดท้ายก่อนคลอด
ให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่นอนตุนไว้เยอะๆ
เพราะเดี๋ยวพอภรรยาคลอดน้องออกมาแล้ว จะไม่ได้นอนกัน

ตอบตามตรง ตอนที่เพื่อนๆเตือนนั้น
ผมก็ยังนึกไม่ออกหรอก ว่ามันเป็นอย่างไร
แต่แล้ววันเวลาที่ผู้คนกล่าวขวัญถึงก็มาถึงในอึดใจเดียว…

A moment

IMG_0960

“คลอดแล้ว!”

เสียงเด็กน้อยร้องดังลั่นออกมาจากห้องคลอดท่ีอยู่ปลายทางเดินทำเอาผมตื่นเต้น
ผมรีบกดเซฟหน้าจอมือถือไว้เพื่อจะได้บันทึกเวลาเกิดของลูกชายตัวน้อยเอาไว้ก่อน
เผื่อเวลาใครถามเวลาเกิดตอนหลัง จะได้ไม่ลืม..

“ยังเข้าห้องไม่ได้นะคะ”

คุณพยาบาลเบรคผมไว้ก่อนที่ผมจะพุ่งเข้าไปห้องคลอด

“ตอนนี้คุณหมอกำลังทำคลอดรกให้ภรรยาคุณอยู่นะคะ รอซักครู่ เด็กน้อยปลอดภัยดีค่ะ”

ผมก็เลยได้แต่ยืนเก้ๆกังๆรออยู่หน้าห้องคลอดอีกพักใหญ่
จนทุกอย่างเรียบร้อยดีก็รีบเข้าไปหาคุณแม่ป้ายแดงที่นอนอ่อนเพลียอยู่บนเตียง

IMG_0961

“ลูกยังไม่ยอมดูดนมเลย”

แฟนบอกผมเบาๆสีหน้าเธอผิดหวังนิดหน่อยเพราะเธออ่านเจอมาว่า
ถ้าหลังคลอดเสร็จแล้วลูกดูดนมทันทีจะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมมาไว
ผมบอกเธอว่าไม่เป็นไรหรอก พักผ่อนก่อนดีกว่า แล้วก็รีบไปดูเจ้าตัวเล็กต่อ
คุณพยาบาลจัดการน้องเสร็จพอดี น้ำหนัก 2.94 kg.
ดูไม่เยอะ แต่ก็ไม่น้อยสำหรับคุณแม่ตัวเล็กขนาดนี้

IMG_0998

เราได้ถ่ายรูปครอบครัวรูปแรกด้วยกันนิดหน่อยในชุดปลอดเชื้อและหนูน้อยถูกห่อเป็นดักแด้
ก่อนเจ้าตัวเล็กจะถูกพาไปตรวจเพิ่มเติมที่ห้องพักของเด็กแรกเกิดที่ชั้นถัดไป
ถึงตอนนี้เราได้แต่พักผ่อน เพราะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กอยู่ในความดูแลของคุณหมอ
จนถึงพรุ่งนี้เช้าพวกเราถึงจะมีโอกาสดูหน้าลูกกันจริงๆจังๆ

หลังจากที่คุณพยาบาลพาคุณแม่ไปมาพักฟื้นต่อที่ห้องพัก
คุณแม่ก็เริ่มบ่นหิวเพราะแทบไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่คุณหมอบอกให้
เตรียมคลอดตอนสิบโมงเช้าจนกระทั่งสองทุ่มกว่า
และด้วยความผิดพลาดทางการสื่อสารก็ทำให้เราพลาดอาหารมื้อเย็นของโรงพยาบาลไป

คุณแฟนเริ่มทำหน้ามุ่ย และฝนเริ่มตก โชคดีที่ใกล้ๆโรงพยาบาลมี 7-11 อยู่ไม่ไกลนัก
ผมเลยแวะไปลงดูน้องในตู้อบเพื่อตรวจดูว่าน้องนอนหลับหรือยัง แล้วไปหาซื้อโจ๊กอุ่นๆมาให้แฟนทาน

ผมมารู้ทีหลังว่าวันนั้นเป็นวันที่ฤกษ์ดีมากในรอบเดือนเลยทีเดียว
มีเด็กเกิดวันเดียวกันและโรงพยาบาลเดียวกันถึง 5 คน
เป็นผู้ชายล้วน (ลูกผมคลอดเป็นลำดับสุดท้าย)

เด็กน้อยนอนอยู่ในตู้อบเรียงกันห้าตู้ริมกระจก มีสายวัดชีพจรแปะอยู่แถวเท้า
โดยรวมไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แม้ว่าจะแหกปากร้องดั่นลั่นทะลุกระจกจนหน้าดำหน้าแดงนิดหน่อย

หน้าตาของเด็กน้อยออกค่อนข้างชัดเจนว่าถอดแบบคุณแม่มาปากเล็กบาง
จมูกไม่แบนเท่าไหร่หัวกลมและยาวเพราะคลอดตามธรรมชาติ
มีแค่ดวงตาที่ยังเห็นไม่ชัดว่าเหมือนใคร  เพราะหนูน้อยเล่นหลับตาเกือบจะตลอดเวลา

“พรุ่งนี้เราเจอกันนะ”

ผมคิดไว้ในใจแล้วก็รีบกลับขึ้นไปดูแลคุณแม่ต่อ

A first day

เช้าวันใหม่มาถึง
ช่วงเวลาพักฟื้นคุณแม่ก็เริ่มต้น
เรื่องพื้นฐานพวกยาและการตรวจจากคุณหมอไม่มีอะไรน่าห่วงหรือเกินความคาดหมาย
สิ่งเดียวที่เราตื่นเต้นก็คือ พอเรารับน้องมาแล้วเราจะให้นมเขาได้หรือเปล่า

ในฐานะคุณพ่อมือใหม่ผมทำอะไรไม่ได้มากนักนอกจากเอาใจช่วยคุณแม่ที่ยังเก้ๆกังๆอยู่
ตอบตามตรงว่าช่วงแรกของการพบกันอีกครั้งกับเด็กน้อย
ยังไม่ได้รู้สึกว่าหลงรักหัวปักหัวปรำ
เหมือนที่ในหนังหรือนิยายชอบบรรยายไว้หรอก

มันเป็นแค่ความรู้สึกแปลกประหลาดดีที่อยู่ๆเราก็มีอีกชีวิตที่เกิดขึ้นมาให้เราดูแล
เป็นชีวิตเล็กๆที่ยังไม่รู้อะไรและยังคุยกับเราไม่เป็น…

First Milk

สำหรับคุณแม่ ช่วงวันแรกนี้คือการปรับตัวครั้งใหญ่
หลังจากทำหน้าที่อุ้มท้องโตมา 9 เดือน ก็กลายเป็นการให้นมลูก

IMG_1016

อาหารมื้อแรกๆของคุณแม่ก็เลยถูกจัดมาเสริมส่วนใหญ่
เป็นอาหารกลุ่มที่ผู้คนบอกต่อกันว่ากันช่วยบำรุงน้ำนมไม่ว่าจะเป็นแกงเลียงไก่ผัดขิงฯลฯ

IMG_1013

แต่เรื่องจริงก็คือถึงแม้จะใช้อาหารและยากระตุ้นแล้ว
นมมันก็ไม่ได้จะมาปุ๊บปั๊บหลังคลอดเหมือนกันทุกคน
ระหว่างที่นมยังไม่มา หนูน้อยก็เลยต้องกินนมชงไปก่อน

แม้ตอนแรกเราจะไม่ค่อยชอบนัก
แต่พอมองย้อนกลับไปอีกที มันก็ช่วยลดความเครียดของคุณแม่ได้มาก
เพราะถ้าลูกมาร้องหิวอยู่ตรงหน้าแต่นมยังไม่มา อาจทำให้คุณแม่ใจเสียและเครียดมากเกินไป

IMG_1050

ช่วงวันแรกๆนี้

เด็กน้อยยังไม่ค่อยลืมตาเท่าไหร่ (ลืมตามาก็เจอแต่หลอดไฟบนเพดาน)
พอร้องหิวคุณแม่ก็หัดจับเข้าเต้าเพื่อกินนม ซึ่งตอนนี้เรายัง “ไม่ค่อย” รู้อะไรนัก
ว่ามันมีรายละเอียดบางอย่าง ที่ส่งผลให้พวกเราสองคนจะไม่ได้หลับได้นอนไปอีกเป็นเดือนๆ

เบื้องต้นเราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าช่วงแรกเกิดเด็กน้อยยังตัวเล็กนัก
และขนาดของกระเพาะน้องเค้ายังมีขนาดแค่นิดเดียว
ปริมาณนมเล็กน้อยที่นมแม่เริ่มผลิตได้ก็เพียงพอจะทำให้เขาอิ่มและนอนหลับได้แล้ว
ดังนั้นยังไม่ต้องคิดกังวลมากเรื่องนมที่ช่วงแรกจะมาน้อยไม่พอกิน
ปริมาณนมที่เขาต้องการจะค่อยๆเพิ่มขึ้นตามเวลาเอง

นอกเหนือจากเรื่องการให้นมแล้ว
ช่วงนี้คุณพยาบาลก็จะมาสอนเรื่องการดูแลทำความสะอาดจับน้องอาบน้ำ
จับน้องเรอหลังให้นมและการเช็ดทำความสะอาดสะดือการอุ้มการพันผ้าห่อตัว

ตรงส่วนนี้เพื่อนสนิทผมที่อยู่ที่อเมริกาเล่ากว่า ที่นั่นเขาจะให้คุณพ่อถอดเสื้อแล้วกอดลูกไว้
ให้เกิดการสัมผัสผิวระหว่างกันโดยตรงมันจะทำให้ลูกคุ้นเคยกับคุณพ่อได้ไว

ส่วนผมได้หัดลูกอาบน้ำเป็นคนแรก (เพราะช่วงวันแรกคุณแม่ยังเจ็บแผลอยู่)
ผลพลอยได้ที่เห็นได้ชัดก็คือหลังจากนั้นลูกก็ไม่เคยร้องเวลาผมอาบน้ำให้เลย
(ในขณะที่ญาติผู้ใหญ่จับอาบน้ำแบบเดียวกันกลับร้องเอาๆ)
ซึ่งก็ทำให้รู้สึกได้ว่า เค้าจำสัมผัสแรกๆได้จริงๆ

แล้วเวลาก็ผ่านไปจนถึงวันที่สาม
น้ำนมหยดแรกที่พวกเรารอคอยก็เริ่มหยด

IMG_1049(แค่นี้จริงๆนะ)


Final exam (Last night)

ตามปกติ package คลอดหลักๆของโรงพยาบาลต่างๆมักจะมีสองแบบตามลักษณะการคลอด
คือถ้าคลอดธรรมชาติจะได้อยู่พักฟื้นที่โรงพยาบาล x วัน (เช่น 3 วัน)
แต่ถ้าผ่าคลอดจะได้พักฟื้นทั้งหมด x+1 วัน (เป็น 4 วัน)

พวกเราสองคนคิดกันว่า

ในคืนสุดท้ายก่อนกลับบ้านจะลองเอาลูกมาเลี้ยงเองตลอดทั้งคืน
เพราะก่อนหน้านี้คือพยาบาลเอาลูกมาให้ดูดนมสลับกับเอาไปพักที่ห้องพยาบาลตลอด
แฟนก็เห็นด้วย ถือเสียว่าซ้อมมือก่อนกลับบ้าน

ปรากฏว่างานเข้าเพราะเด็กน้อยร้องตลอดเวลา
ให้นม,เปลี่ยนแพมเพิร์สกับอุ้มยังไงก็ไม่หยุด
กินได้นิดหน่อยนอนแป๊บเดียวก็ตื่นมาร้องไห้
แล้วพอจับจะให้กินนมต่อ ก็ไม่ยอมกิน
ทั้งพ่อและแม่ก็เริ่มใจเสียอะไรที่เคยอ่านไว้รู้สึกมันใช้ไม่ได้ผล
และเริ่มรู้สึกว่าวิธีสื่อสารกับทารกมันไม่ได้ผลอะไรเลย

หลังจากลองพยายามกันทุกวิธีทางจนถึงตีสองกว่าๆ สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้นจนเริ่มเครียดกัน
พวกเราก็เลยขอความช่วยเหลือจากห้องพยาบาลกะดึกวันนั้น
คุณพี่พยาบาลก็เข้ามาช่วยดูและค่อยๆลองปรับทีละอย่างจนสถานการณ์เริ่มดีขึ้น

IMG_1028

สาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นั้นก็คือน้องอารมณ์เสีย
พอจับกินนมปกติโดยไม่ทำให้น้องอารมณ์เย็นลงก่อนน้องก็ไม่ยอมกิน
คุณพี่พยาบาลต้องทำการปลอบ (อุ้มพาดบ่า ตบก้นเบาๆเพื่อปลอบ)
จนน้องเริ่มคลายอารมณ์เสียแล้วถึงยอมกินนมและนิ่งลงได้

ซึ่งไอ้วิธีที่ว่ามานี่ตอบตามตรงในฐานะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่
คือพวกเราไม่รู้จริงๆว่าการปลอบให้นิ่งก่อนจะมีผลถึงขนาดนี้

นอกจากนั้นยังมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเช่น
การจัดท่านั่งให้นม วิธีอ้าปากดูดที่แคบไป จังหวะอ้าปาก
หรือแม้กระทั่งการทำให้เรอจะส่งผลให้น้องไม่ปวดท้องในภายหลัง
มันเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ต้องใส่ใจค่อนข้างมาก

และคืนนั้นเราก็ผ่านมันไปได้ด้วยความช่วยเหลือของคุณพี่พยาบาล
(ไม่ได้นอนกันจนถึงตอนเช้า แล้วก็ไปให้คุณแม่หัดอาบน้ำต่อ)
ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เราประเมินกันเองว่าถ้ากลับบ้านไปทั้งที่ยังสอบตกอยู่คงไม่ดี
เลยเลือกที่จะจ่ายค่าห้องเพิ่ม เพื่อขออยู่ฝึกวิธีดูแลลูกต่ออีกหนึ่งคืนแทน

Name & Documentation

ขอเพิ่มเติมเรื่องเล็กๆอีกเรื่องหนึ่ง คือเอกสาร

โดยปกติแล้วการแจ้งเกิดมันไม่ได้ยากอะไร
เพราะทางโรงพยาบาลจะบอกไว้ให้ก่อน ว่าต้องเตรียมอะไรไว้บ้าง
แต่ปัญหาที่ครอบครัวผมเจอก็คือ ชื่อของเด็กน้อยที่เตรียมไว้ ไม่เข้ากับวันเดือนปีเกิดจริง
โดยส่วนตัวของผมนั้นไม่ถือเรื่องนี้เลยแต่ทางญาติผู้ใหญ่หลายคนถือ
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเคสเด็กเกิดวันจันทร์ ชื่อจะต้องไม่มีสระ(เป็นกาลกิณี)

ซึ่งผมกับแฟนตั้งชื่อเก็บไว้เก้าชื่อ คำนวณแล้วลงวันได้ ยกเว้นวันจันทร์, พฤหัสและศุกร์
แต่น้องคลอดวันจันทร์ เลยต้องโยนชื่อทิ้งแล้วคิดใหม่กันหมด
และพอชื่อไม่ได้เอกสารทั้งหลายก็จะเริ่มรอคิวเป็นพรวน เช่น
ใบสูติบัตร(ปกติต้องแจ้งทางโรงพยาบาลในสามวัน) ทะเบียนบ้าน(เพื่อย้ายเข้า)
และยาวไปจนถึงการเบิกเงินหรือทำประกันให้น้อง

ดังนั้นถ้าบ้านใครถือเรื่องนี้แนะนำให้เตรียมชื่อสำรองเผื่อกันไว้ให้ดีครับ
หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยดี เราก็พาเด็กน้อยกลับบ้าน

จบภาคแรก

ภาคต่อไป จะเล่าปัญหาหลังจากพาน้องเข้าบ้านไปแล้วครับ 🙂