Tags

, ,

ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีข่าวเรื่องคนในสายเทคโนโลยีตกงานเยอะกว่าปีก่อน
ซึ่งจริงๆนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเพราะมีข่าวปัญหาการพัฒนาทักษะคนในบ้านเราอยู่เรื่อยๆ
บางคนก็ตั้งกระทู้ไปโทษอาจารย์ โทษมหาวิทยาลัย บางคนก็โทษหลักสูตร
บางคนก็โทษเด็ก …

เรื่องโทษว่าสิ่งโน้นสิ่งนั้นมันไม่ดี พูดไปสามวันก็คงไม่จบ
ว่าแต่มันมีวิธีที่ทำให้มันดีขึ้นบ้างไหม?

หลังจากนั่งเก็บข้อมูลมาพักนึงเพื่อรอให้ไอเดียมันตกตะกอน
ส่วนตัวผมเห็นว่ามันมีเรื่องงน่าสนใจอยู่สามประเด็น
1. ทำไมคนตกงาน
2. ทำไมถึงมีปัญหาเรื่องขาดแคลนทักษะของงานในตลาด
3. ทำไมคนทำงานถึงเปลี่ยนสายงาน

 

เรื่องแรก ทำไมคนตกงาน?

สาเหตุการตกงาน มีหลายแบบมาก ไม่ว่าจะเป็น ทำงานไม่ได้ ทำงานไม่ดี ไม่อยากทำงาน
ไม่ชอบงาน แต่ที่จะพูดถึงในตอนนี้ จะโฟกัสแค่เรื่อง ทำไมไม่ได้งานทำ

ผมเคยสัมภาษณ์รับคนเข้าทำงานอยู่บ้าง และสังเกตเห็นรูปแบบหนึ่งที่พบเจอได้บ่อยในวงการไอที
ซึ่งมีการแข่งขันกันสูง และตัวชี้วัดความสำเร็จขององค์กรที่สำคัญมาก ก็คือ คุณภาพของคนที่มาร่วมทีม

ในสถาวะที่ตลาดร้อนแรง งานชุก สกิลคนทำงานที่บริษัทต้องการ
มักจะเป็นคนมีฝีมือ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร
เพื่อที่จะมาช่วยแก้ปัญหา (ย้ำชัดว่าช่วยแก้ปัญหา)
และนำพาองค์กรให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์ที่บีบคั้น
ซึ่งแน่นอนว่าในจุดนี้ ค่าตัวของคนทำงานในจังหวะนี้จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ค่อนข้างชัดเจน
แต่นั่นก็แลกมากับความคาดหวังที่สูงจากองค์กรเช่นกัน (ถ้าทำไม่ได้ก็มีโอกาสเปลี่ยนตัวสูง)

กลับกันในสภาวะที่ตลาดอยู่ตัว คือทำกำไรได้ดีจนถึงพอตัว
โอกาสจะเปิดรับไปถึงเด็กระดับที่ยังไม่มีประสบการณ์
เพื่อมาฝึกฝนเตรียมขยายทีมได้ง่ายกว่าช่วงวิกฤติ
แต่สิ่งที่องค์กรเลือกมักจะดูที่ราคาค่าตัวไม่สูงนัก และดูมีแนวทางที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้

และโดยปกติภายในองค์กรจะรู้กันว่าตอนไหนต้องเลือกคนแบบไหนเข้าทำงาน
แต่ในขณะที่ผู้ถูกสัมภาษณ์เข้าทำงานไม่ค่อยจะรู้เลย ผลที่เจอบ่อยก็คือ

คนทำงานยังไม่มีสกิลที่จำเป็นต่อองค์กรขณะนั้น แต่เรียกค่าตัวสูงกว่าที่ควรจะเป็น
(แน่นอนว่าในสถานการณ์เดียวกัน คนอื่นที่อยากได้งานชัวร์กว่า
จะยอมลดค่าตัวเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้งาน) มันก็เลยเกิดเคส

มั่นใจตัวเองมาก แต่สกิลไม่ถึงราคา = ตกงาน
สกิลไม่ถึงเหมือนกัน = ราคาพอๆกัน = มีโอกาสได้งานบ้าง
สกิลสูงปรี๊ด ราคาสูง = โดนสกิลต่ำกว่าแต่พอทำงานได้ แย่งงาน

ผลสุดท้ายองค์กรก็เลยไม่ได้คนทำงานที่เหมาะกับสกิลซักที และก็วนลูปหาคนที่เหมาะที่ควรต่อไป . . .

 

เรื่องต่อมา ทำไมถึงมีปัญหาเรื่องขาดแคลนทักษะของงานในตลาด

ประเด็นนี้ขอแยกเป็นสองช่วงเวลา คือในช่วงชีวิตการศึกษา และช่วงชีวิตการทำงาน

ต้องยอมรับความจริงข้อนึงของวงการไอทีบ้านเราว่า เทคโนโลยีและทักษะที่ใช้เปลี่ยนไปเร็วมาก
ความรู้เฉพาะทางในด้านที่เคยเรียนไม่เคยทันในตลาดแรงงานและวงการเลย
ไม่ว่าจะเป็นภาษา วิธีการพัฒนา การออกแบบฐานข้อมูล วิธีการตรวจสอบคุณภาพ
ล้วนแล้วแต่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นไปจากเดิมทุกปีๆ ในขณะที่ตำรายังไล่อัพเดตตามหลังอยู่ห่างๆ
สิ่งเดียวที่ยังคิดว่ายังพอใช้ได้อยู่ก็คือ วิธีการในการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆและการฝึกฝน
ที่จะช่วยให้ขยับตัวตามโลกทัน(บ้างในบางมุม)

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่สถาบันการศึกษาจะสามารถสร้างให้กับเด็กทุกคนได้ง่าย
ในเมื่อเนื้อหาก็ถูกบังคับไว้พอสมควร และจำนวนเด็กที่มาก และการให้เด็กเข้าหาก็ทำได้ยาก
เพราะเด็กในระดับมหาวิทยาลัยก็โตแล้ว และมีเรื่อง
ต้องใช้เวลาเพื่อเรียนรู้สิ่งอื่นๆนอกตำราเต็มไปหมด 😛

ถ้าแยกแยะเป็นข้อๆ จุดที่น่าจะพอปรับปรุงได้ มีอยู่หลายเรื่องเช่น

ตำรา/เนื้อหาไม่อัพเดต ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นจริงในตลาดแรงงานปัจจุบัน
จุดนี้นอกจากตัวอาจารย์ที่ต้องคอยอัพเดตให้ทันสมัยแล้ว ความช่วยเหลือจากรุ่นพี่ศิษย์เก่าที่อยู่ในวงการ
ก็อาจเป็นประโยชน์กับอาจารย์ได้มากในเรื่องของการให้ feedback กลับไปยังสถาบันการศึกษา
ว่าอะไรคือสิ่งที่ตลาดต้องการในปัจจุบันและอนาคต เพื่อจะได้สามารถถ่ายทอดให้นักศึกษา
ในมหาวิทยาลัยได้เตรียมตัวเสียแต่เนิ่นๆ

วิธีวัดผลการศึกษา การเรียนการสอนส่วนมากวัดผลที่ผลลัพธ์เป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสอบปลายภาค
การพรีเซ็นต์ผลงาน ซึ่งนั่นก็ถือว่าดีในระดับนึงแล้ว แต่ในการทำงานจริง การวางแผนและการแก้ปัญหา
ที่เป็นจุดสำคัญของการทำงานก็มักไม่ถูกนำมาวัดผล ซึ่งทำให้เด็กหลายคนละเลยจนเคยชิน
กับการทำงานแบบขาดการวางแผนที่ดี ทำให้เกิดการทำงานแบบปะผุบ่อยครั้ง
และนิสัยนี้ทำให้ส่งผลเสียต่อระบบที่พัฒนาในระยะยาว

การอัพเดตเทคโนโลยี ในปัจจุบันมีการรวมกลุ่มของนักพัฒนาและแชร์ไอเดีย เทคนิค
รวมถึงเทรนในวงการบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นงานที่จัดโดยมีสปอนเซอร์เป็นเจ้าใหญ่ในวงการ
หรือขาจรอิสระซึ่งกลุ่มเหล่านี้มักไม่มีค่าใช้จ่าย/ หรือค่าใช้จ่ายต่ำ
แต่ช่วยเสริมทักษะการเรียนรู้ + อัพเดตเทคโนโลยีได้ง่าย
(ซึ่งจุดนี้นักศึกษาควรใส่ใจและลงทุนด้วยตัวเองให้มากกว่าแค่ที่อาจารย์สอนในห้องเรียน)

สำหรับปัญหาขาดทักษะในช่วงชีวิตการทำงาน

ประเด็นสำคัญคือ พอเริ่มเข้าทำงาน ได้รับงานที่มอบหมายชัดเจนแล้ว
ในปกติคุณก็มักจะไม่มีเวลาว่างในการทำงาน เพราะงานมักเยอะกว่าเวลาทำงานเสมอ
(นั่นซินะทำไมต้องเยอะ?)

แต่พอทำงานไปซักระยะหนึ่งจนถึงจุดที่เรียกว่าอยู่ตัว (คือไม่ว่างานอะไรมาก็ทำได้หมด แค่ใช้เวลาเท่านั้น)
แปลว่าทักษะที่คุณมีมันเท่ากับสกิลที่งานจำเป็นต้องใช้แล้ว จุดนี้ก็คือจะเกิด comfort zone
และอาจทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากขยับออกนอกกรอบเดิมๆไปลองศึกษาอะไรใหม่ๆนอกงานเดิมบ้าง

ทำให้พอเวลาผ่านไปความรู้ไม่เพิ่มขึ้น แต่เทคโนโลยีรอบข้างวิ่งนำไปหมดแล้ว พอรู้ตัวอีกทีก็วิ่งไล่ไม่ทัน
กลายเป็นขาดสกิลที่จำเป็นของตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่านไปแบบง่ายดาย
(ยกตัวอย่างเทคโนโลยีฝั่งเว็บนี่ผ่านไปสองปีนี่ ก็วิ่งไล่กันตาเหลือกแล้วครับ)

วิธีแก้ไขและป้องกันง่ายๆคือ อย่าหยุดเรียนรู้ครับ หาอะไรใส่หัวเสมอๆ
จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้เยอะเลย

 

เรื่องสุดท้าย
ทำไมคนทำงานถึงเปลี่ยนสายงาน?

ในการทำงานระยะยาว ถ้าเราไม่ตั้งเป้าให้ตัวเองว่าอยากเป็นอะไรในอีกสามปีห้าปีข้างหน้า
แล้วมองย้อนกลับว่ายังขาดอะไรที่ต้องเติมให้เต็ม ชีวิตก็จะปล่อยเวลาให้ล่องลอยไปเรื่อยๆ
(มองในแง่นึงก็ดีนะไม่เครียด) แต่ก็อาจจะทำให้เวลาผ่านไปแล้วสกิลร่วงจากเหตุผลข้อก่อน
พอถึงเวลาต้องทำงานด้วยเทคโนโลยีใหม่ก็เริ่มทำไม่ได้
(ค่อนข้างเป็นความน่าเจ็บปวดของวงการนี้)

ทำให้เกิดอาการเบื่อและเปลี่ยนตัวเองออกไปทำอย่างอื่น หรือย้ายที่ทำงานใหม่ไปเรื่อย
เคสนี้จะเริ่มยากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ทักษะของงานเก่าไม่ดีมาก สกิลใหม่ยังไม่ค่อยมี
และเจอเปรียบเทียบกับเด็กรุ่นใหม่ที่ค่าตัวต่ำกว่าแต่สกิลถึง ดังนั้นการแทนที่ก็เลยเกิด
แต่เด็กใหม่ก็มักจะยังขาดบางจุดอยู่ ซึ่งไม่ได้อย่างที่คนรับคาดหวัง
ดังนั้นก็เลยเกิดเป็นประเด็นอย่างที่ว่าขาดแคลนแรงงาน(มีฝีมือ)ที่เหมาะกับงาน

วิธีแก้: การวางแผนระยะยาวของตัวเองช่วยได้ในเคสนี้
แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ การเรียนรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ถนัดด้านไหน และอยากจะทำอะไรจริงๆ
เพราะพอโตขึ้น ไม่มีทางที่จะเรียนรู้งานได้ครบถ้วนทุกมุม ทุกสาย
การทำงานเป็นทีมจำเป็นอย่างมาก สำหรับการขยายองค์กร
ดังนั้นควรจะต้องเลือกสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญเป็นพิเศษและเสริมด้วยสกิลด้านอื่นเป็นองค์ประกอบเติมเต็ม
ที่จะทำให้พร้อมในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานอยู่เสมอๆ

สรุป
1. รู้จักสกิลตัวเอง, present คุณค่าให้เหมาะกับสถานการณ์
2. อัพเดตความรู้อยู่เสมอ, รู้ตัวเมื่ออยู่ใน comfort zone
3. วางแผนให้ตัวเอง เติมสิ่งที่ขาด เสริมสิ่งที่เด่น

Advertisements