Tags

,

รับ tag มาจากน้องดิว @OnlyDevTwice ว่าด้วยเรื่องหนังสือที่อ่านในรอบปี
โดยรวมปีนี้ ผมหยิบหนังสือมาอ่านน้อยกว่าปีก่อนๆพอควรเพราะเทน้ำหนักไปที่หนังสือบางเล่มมากเป็นพิเศษ
ประกอบกับตอนกลางปีโหมกำลังสมาธิทั้งหมดไปทุ่มอยู่กับการปลุกปั้นเวบ thinkaboutgift.com
ดังนั้นเลยมีรายชื่อหนังสือเข้ามาผ่านตาแค่ดังรายการต่อไปนี้ครับ (ขออนุญาตไม่เรียงลำดับการอ่าน)

เล่มที่ 1. เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น by Malcolm Gladwell

นักเขียนท่านนี้มีสไตล์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ ผมเริ่มอ่านผลงานเขียนของ Malcolm เล่มแรกจากคำแนะนำของน้องเติ้ง (@sahasbhop) ในชื่อว่า Outliner (ปีก่อน) แล้วพบว่า วิธีการหาข้อมูลและวิเคราะห์ของนักเขียนคนนี้ไม่ธรรมดาในทั้งมุมมองและแนวการหา input ใหม่ๆ เหมาะสำหรับเติมมุมมองให้สมอง โดยส่วนตัวเล่มนี้ผมยังอ่านไม่จบ (เหลืออีกราวๆ 30%) เนื้อหาส่วนใหญ่ยกเหตุการณ์ทั่วไปที่คนมองข้าม แต่พอวิเคราะห์ไปที่ตัวบุคคลบางคนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นเป็นพิเศษ ข้อมูลที่ได้ก็ทำให้เราเห็นสิ่งที่ปกติเราไม่เห็นได้อีกเยอะเลย

ระดับความน่าอ่าน 8.8/10

2. aday เล่ม 169

ผมไม่ได้ซื้อ a day มานานหลายปีแล้ว (เล่มล่าสุดก่อนหน้า คือเล่มที่เอารูปจาก instagram มารวม – ซื้อเพราะแฟนบังคับ) เล่มนี้ก็ซื้อเพราะหัวข้อที่คิดว่าอาจจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้สึกอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ยกเว้นก็แต่ คอลัมน์ “ย้ำคิด ย้ำธรรม” ความยาวขนาดสองหน้ากระดาษ (เพจ 220-223) ที่คมและคุ้มจนรู้สึกว่าไม่เสียดายมูลค่าเงินไปที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ไป

ระดับความน่าอ่าน 5.0/10

 

3. Easy economics

เนื่องด้วยว่าเรียนมาในสายวิศวะ ที่สนใจแต่เรื่องทางเทคนิคมาตลอด ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เลยอ่อนหัดเสียจนอยากหาอะไรใส่หัวบ้าง หนังสือเล่มนี้ก็เลยดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะย่อยง่ายด้วยรูปและตัวอักษรแบบพอเหมาะ ทำให้เราเข้าใจโลกจากมุมมองของประเทศอเมริกา และระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น (ในปัจจุบันที่พิมพ์อเมริกายังคงเป็นประเทศมหาอำนาจอยู่)

ระดับความน่าอ่าน 7.4/10
4. Marketing Everything by รวิศ หาญอุตสาหะ

นี่เป็นหนังสือที่หยิบเรื่องรอบตัวมาวิเคราะห์แบบการตลาดด้วยแก่นที่ชัดเจนจนน่าขนลุก ย่อยง่าย และคมคาย
คุณค่าอัดแน่นทุกบท เป็นตัวคอยกระตุกให้คิดอย่างแยบคายในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆรอบตัว
บทที่ทรงพลังที่สุด คือบทสรุปสุดท้ายของเล่ม (ควรอ่านไล่ไปจากบทแรกจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก)

ระดับความน่าอ่าน 10/10

 

5. Mayo clinic: Guide to a Healthy Pregnancy

นี่คือหนังสือที่ถูกใช้เวลาในการอ่านเยอะที่สุดของปี (เพราะภรรยาผมตั้งครรภ์และคลอดในปีนี้) เป็นหนังสือที่ได้รับคำแนะนำมาจาก @juacompe สำหรับไว้อ่านเพื่อเตรียมสำหรับการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ว่าช่วงเดือนไหนจะมีอาการอะไร ต้องการกิน นอน ออกกำลังหรือดูแลยังไงเป็นพิเศษ เนื้อหาโดยรวมละเอียดกว่าหนังสือเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ทั่วไป(ภาษาไทย)มาก แต่จะอ่านยากกว่าเพราะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่โดยรวมทำให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงได้ละเอียดดี (หาซื้อยาก ผมเลยใช้วิธีสั่งจากร้าน ASIA Book เอา)

ระดับความน่าอ่าน 9.3/10

 

6. แนะนำวิธีเลี้ยงลูกแบบ Happy

เป็นวิธีการเลี้ยงลูกแบบชาวญี่ปุ่น ที่อธิบายถึงการพัฒนาการทางสังคมในช่วงวัยเด็กในมุมที่บ้านเราไม่ค่อยรู้กัน มีเป็น series 7 เล่ม ข้างในเป็นการเล่าเรื่องเด้วยการ์ตูนทำให้ย่อยง่ายมาก (เหมาะให้ญาติผู้ใหญ่ศึกษาอย่างมาก) และทำให้เข้าใจถึงความกดดัน/ความเครียดของคุณแม่ในช่วงเลี้ยงลูกได้ชัดเจน พร้อมทั้งวิธีป้องกันปัญหาที่น่าสนใจ

ระดับความน่าอ่าน 9.5/10

 

7. ลูกฉลาดได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ – นพ. ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร

หนังสือเล่มนี้รวบรวมข้อมูลเชิงการแพทย์มาอธิบายแบบเข้าใจง่าย เพื่อลบความเข้าใจผิดของการเจริญเติบโตของทารกเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ก่อนที่จะคลอด เพื่อให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าแต่ละเดือนเด็กจะมีอวัยวะส่วนไหนพร้อม เสียงดนตรีแบบไหนกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้ดี เริ่มต้นที่ช่วงเดือนไหน และควรดูแลสุขภาพและอารมณ์ของคุณแม่อย่างไร

ระดับความน่าอ่าน 8.4/10

 

8. เปลี่ยนแปลง by ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์

หนังสือที่ว่าด้วยการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยวิธีคิดที่ซัดตรงเข้ากลางประเด็น ตัวอย่างที่ชัดเจน และแนวคิดที่ทรงพลังในการหาทางออกด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ต่อตลาดและสังคม มุ่งแก้ปัญหาที่ตนเองเพื่อยกระดับให้สูงขึ้นด้วยปัญญา เนื้อหาแต่ละบทสั้น กระชับ ได้ใจความ และนำไปคิดต่อยอดได้

ระดับความน่าอ่าน 10/10

 

9. วิธีปั่นหัวคนด้วยสถิติ by Darrell Huff

หนังสือเล่มนี้ช่วยให้ข้อมูลเชิงสถิติที่ทำลายกรอบความคิดเรื่องสถิติที่เราถูกปลูกฝังตอนเรียนในวัยเยาว์ จนทำให้มองทะลุตัวเลขหลอกๆในสังคมปัจจุบันที่มีปริมาณมหาศาลจนทำให้เราพลาดข้อมูลสำคัญไปง่ายๆ เนื้อหาย่อยมากจนน่ากลัว (ทั้งวิธีการและข้อมูลที่การตลาดใช้กันอยู่ในปัจจุบัน) โดยรวมเนื้อหาไม่เยอะมาก อ่านแป๊บเดียวจบและเอาใช้ต่อได้ง่าย

ระดับความน่าอ่าน 7.8/10

 

10. The Tipping Point by Malcolm Gladwell

เล่มนี้ว่าด้วยเรื่องสาเหตุของการทำให้เรื่องดังๆกระจายตัวออกไปได้รวดเร็วยิ่งกว่าการระบาดของโรคระบาด อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เรื่องแพร่กระจาย ตัวคนแบบไหน ลักษณะข้อมูลแบบไหน และวิธีการ เวลา รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเล็กน้อยจะส่งผลบวกหรือลบต่อการกระจายข่าวได้มากกว่าปกติอย่างไร Malcolm รวบรวมและเอามาวิเคราะห์ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ในมุมที่มองเห็นได้ยากด้วยสายตาคนธรรมดาทั่วไป

ระดับความน่าอ่าน 9.2/10

 
11. All you need is kill

นวนิยายของชาวญี่ปุ่นที่ถูกซื้อไปดัดแปลงในแบบของ Hollywood ในชื่อของ Edge of tomorrow ที่ ทอม ครูส นำแสดง สำหรับหนังสือที่เห็นนี้เป็น version การ์ตูนสองเล่มจบ เนื้อหาตามต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นซึ่งไม่เหมือนในหนัง (แต่โดยส่วนตัวดูแล้วชอบภาคดัดแปลงมากกว่านิดหน่อย) ลายเส้นวาดโดยนักเขียน Takeshi Obata เจ้าของผลงานภาพ ฮิคารุ เซียนโกะ, Death note และ Bakuman เป็นการ์ตูนไว้อ่านเล่นพอใช้ได้

ระดับความน่าอ่าน (เล่มแรก 9.0/10, เล่มสอง 8.1/10)

 

 

12. ความความคิดเจ้าสัว ธนินท์ เจียรวนนท์

วิธีบริหารของผู้สร้างเครือซีพีที่เน้นประสิทธิภาพผสมกับธรรมาภิบาล หลักการบริหาร วิสัยทัศน์และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงคุณภาพ การทำงานเป็นทีม การวางระบบและแผนงาน รวมทั้งการนำแนวคิดการบริหารแบบตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน

ระดับความน่าอ่าน (7.9/10)

 

13. เจ้าสัวเฉลียว อยู่วิทยา

ประวัติการเกิดและเติบโตของกระทิงแดงตั้งแต่เริ่มยันผงาดทั่วโลก ปัญหาและวิธีแก้ปัญหาแบบนำสมัยของผู้ก่อตั้ง และความฝันที่ทำให้เครื่องดื่มกระทิงแดงเติบโตไม่เหมือนเครื่องดื่มอื่นๆในตลาด

ระดับความน่าอ่าน (6.4/10)

 

14. จอมกระบี่สายฟ้าฟานอวิ๋น

ภาคเริ่มต้นของสุดยอดนวนิยายกำลังภายในของหวงอี้ “เทพมารสะท้านภพ”
เวอร์ชั่นการ์ตูนที่ทำให้อ่านแล้วจินตนาการได้ง่ายกว่าเวอร์ชั่นนิยาย ถือเป็นสามเล่มที่พีคมากเพราะโชว์ความเด่นของตัวละครหลักได้กลมกล่อมและดุเดือดยิ่ง

ระดับความน่าอ่าน (9.4/10)

 

15. มังกรคู่สู้สิบทิศ (ภาคสอง เล่ม 6)

เล่มย่อยของสุดยอดนิยายสายบู้ของหวงอี้ที่หยิบมาอ่านคั่นเวลา เป็นช่วงเวลาครึ่งหลังของนิยายที่โค่วจง และฉีจื่อหลิงเริ่มเปิดศึกกับหลี่ซื่อหมิน โดยส่วนตัวความดุเดือดเร้าใจด้อยกว่าช่วงครึ่งแรกที่ตัวเอกฝีมือยังด้อยและพัฒนาตัวเองอยู่พอสมควร แต่อ่านเล่นแก้เบื่อได้ไม่ยาก

ระดับความน่าอ่าน (8.2/10)

Advertisements