Tags

, , ,

มีคนเตือนผมไว้ว่า ช่วงเดือนสุดท้ายก่อนคลอด
ให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่นอนตุนไว้เยอะๆ
เพราะเดี๋ยวพอภรรยาคลอดน้องออกมาแล้ว จะไม่ได้นอนกัน

ตอบตามตรง ตอนที่เพื่อนๆเตือนนั้น
ผมก็ยังนึกไม่ออกหรอก ว่ามันเป็นอย่างไร
แต่แล้ววันเวลาที่ผู้คนกล่าวขวัญถึงก็มาถึงในอึดใจเดียว…

A moment

IMG_0960

“คลอดแล้ว!”

เสียงเด็กน้อยร้องดังลั่นออกมาจากห้องคลอดท่ีอยู่ปลายทางเดินทำเอาผมตื่นเต้น
ผมรีบกดเซฟหน้าจอมือถือไว้เพื่อจะได้บันทึกเวลาเกิดของลูกชายตัวน้อยเอาไว้ก่อน
เผื่อเวลาใครถามเวลาเกิดตอนหลัง จะได้ไม่ลืม..

“ยังเข้าห้องไม่ได้นะคะ”

คุณพยาบาลเบรคผมไว้ก่อนที่ผมจะพุ่งเข้าไปห้องคลอด

“ตอนนี้คุณหมอกำลังทำคลอดรกให้ภรรยาคุณอยู่นะคะ รอซักครู่ เด็กน้อยปลอดภัยดีค่ะ”

ผมก็เลยได้แต่ยืนเก้ๆกังๆรออยู่หน้าห้องคลอดอีกพักใหญ่
จนทุกอย่างเรียบร้อยดีก็รีบเข้าไปหาคุณแม่ป้ายแดงที่นอนอ่อนเพลียอยู่บนเตียง

IMG_0961

“ลูกยังไม่ยอมดูดนมเลย”

แฟนบอกผมเบาๆสีหน้าเธอผิดหวังนิดหน่อยเพราะเธออ่านเจอมาว่า
ถ้าหลังคลอดเสร็จแล้วลูกดูดนมทันทีจะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมมาไว
ผมบอกเธอว่าไม่เป็นไรหรอก พักผ่อนก่อนดีกว่า แล้วก็รีบไปดูเจ้าตัวเล็กต่อ
คุณพยาบาลจัดการน้องเสร็จพอดี น้ำหนัก 2.94 kg.
ดูไม่เยอะ แต่ก็ไม่น้อยสำหรับคุณแม่ตัวเล็กขนาดนี้

IMG_0998

เราได้ถ่ายรูปครอบครัวรูปแรกด้วยกันนิดหน่อยในชุดปลอดเชื้อและหนูน้อยถูกห่อเป็นดักแด้
ก่อนเจ้าตัวเล็กจะถูกพาไปตรวจเพิ่มเติมที่ห้องพักของเด็กแรกเกิดที่ชั้นถัดไป
ถึงตอนนี้เราได้แต่พักผ่อน เพราะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กอยู่ในความดูแลของคุณหมอ
จนถึงพรุ่งนี้เช้าพวกเราถึงจะมีโอกาสดูหน้าลูกกันจริงๆจังๆ

หลังจากที่คุณพยาบาลพาคุณแม่ไปมาพักฟื้นต่อที่ห้องพัก
คุณแม่ก็เริ่มบ่นหิวเพราะแทบไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่คุณหมอบอกให้
เตรียมคลอดตอนสิบโมงเช้าจนกระทั่งสองทุ่มกว่า
และด้วยความผิดพลาดทางการสื่อสารก็ทำให้เราพลาดอาหารมื้อเย็นของโรงพยาบาลไป

คุณแฟนเริ่มทำหน้ามุ่ย และฝนเริ่มตก โชคดีที่ใกล้ๆโรงพยาบาลมี 7-11 อยู่ไม่ไกลนัก
ผมเลยแวะไปลงดูน้องในตู้อบเพื่อตรวจดูว่าน้องนอนหลับหรือยัง แล้วไปหาซื้อโจ๊กอุ่นๆมาให้แฟนทาน

ผมมารู้ทีหลังว่าวันนั้นเป็นวันที่ฤกษ์ดีมากในรอบเดือนเลยทีเดียว
มีเด็กเกิดวันเดียวกันและโรงพยาบาลเดียวกันถึง 5 คน
เป็นผู้ชายล้วน (ลูกผมคลอดเป็นลำดับสุดท้าย)

เด็กน้อยนอนอยู่ในตู้อบเรียงกันห้าตู้ริมกระจก มีสายวัดชีพจรแปะอยู่แถวเท้า
โดยรวมไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แม้ว่าจะแหกปากร้องดั่นลั่นทะลุกระจกจนหน้าดำหน้าแดงนิดหน่อย

หน้าตาของเด็กน้อยออกค่อนข้างชัดเจนว่าถอดแบบคุณแม่มาปากเล็กบาง
จมูกไม่แบนเท่าไหร่หัวกลมและยาวเพราะคลอดตามธรรมชาติ
มีแค่ดวงตาที่ยังเห็นไม่ชัดว่าเหมือนใคร  เพราะหนูน้อยเล่นหลับตาเกือบจะตลอดเวลา

“พรุ่งนี้เราเจอกันนะ”

ผมคิดไว้ในใจแล้วก็รีบกลับขึ้นไปดูแลคุณแม่ต่อ

A first day

เช้าวันใหม่มาถึง
ช่วงเวลาพักฟื้นคุณแม่ก็เริ่มต้น
เรื่องพื้นฐานพวกยาและการตรวจจากคุณหมอไม่มีอะไรน่าห่วงหรือเกินความคาดหมาย
สิ่งเดียวที่เราตื่นเต้นก็คือ พอเรารับน้องมาแล้วเราจะให้นมเขาได้หรือเปล่า

ในฐานะคุณพ่อมือใหม่ผมทำอะไรไม่ได้มากนักนอกจากเอาใจช่วยคุณแม่ที่ยังเก้ๆกังๆอยู่
ตอบตามตรงว่าช่วงแรกของการพบกันอีกครั้งกับเด็กน้อย
ยังไม่ได้รู้สึกว่าหลงรักหัวปักหัวปรำ
เหมือนที่ในหนังหรือนิยายชอบบรรยายไว้หรอก

มันเป็นแค่ความรู้สึกแปลกประหลาดดีที่อยู่ๆเราก็มีอีกชีวิตที่เกิดขึ้นมาให้เราดูแล
เป็นชีวิตเล็กๆที่ยังไม่รู้อะไรและยังคุยกับเราไม่เป็น…

First Milk

สำหรับคุณแม่ ช่วงวันแรกนี้คือการปรับตัวครั้งใหญ่
หลังจากทำหน้าที่อุ้มท้องโตมา 9 เดือน ก็กลายเป็นการให้นมลูก

IMG_1016

อาหารมื้อแรกๆของคุณแม่ก็เลยถูกจัดมาเสริมส่วนใหญ่
เป็นอาหารกลุ่มที่ผู้คนบอกต่อกันว่ากันช่วยบำรุงน้ำนมไม่ว่าจะเป็นแกงเลียงไก่ผัดขิงฯลฯ

IMG_1013

แต่เรื่องจริงก็คือถึงแม้จะใช้อาหารและยากระตุ้นแล้ว
นมมันก็ไม่ได้จะมาปุ๊บปั๊บหลังคลอดเหมือนกันทุกคน
ระหว่างที่นมยังไม่มา หนูน้อยก็เลยต้องกินนมชงไปก่อน

แม้ตอนแรกเราจะไม่ค่อยชอบนัก
แต่พอมองย้อนกลับไปอีกที มันก็ช่วยลดความเครียดของคุณแม่ได้มาก
เพราะถ้าลูกมาร้องหิวอยู่ตรงหน้าแต่นมยังไม่มา อาจทำให้คุณแม่ใจเสียและเครียดมากเกินไป

IMG_1050

ช่วงวันแรกๆนี้

เด็กน้อยยังไม่ค่อยลืมตาเท่าไหร่ (ลืมตามาก็เจอแต่หลอดไฟบนเพดาน)
พอร้องหิวคุณแม่ก็หัดจับเข้าเต้าเพื่อกินนม ซึ่งตอนนี้เรายัง “ไม่ค่อย” รู้อะไรนัก
ว่ามันมีรายละเอียดบางอย่าง ที่ส่งผลให้พวกเราสองคนจะไม่ได้หลับได้นอนไปอีกเป็นเดือนๆ

เบื้องต้นเราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าช่วงแรกเกิดเด็กน้อยยังตัวเล็กนัก
และขนาดของกระเพาะน้องเค้ายังมีขนาดแค่นิดเดียว
ปริมาณนมเล็กน้อยที่นมแม่เริ่มผลิตได้ก็เพียงพอจะทำให้เขาอิ่มและนอนหลับได้แล้ว
ดังนั้นยังไม่ต้องคิดกังวลมากเรื่องนมที่ช่วงแรกจะมาน้อยไม่พอกิน
ปริมาณนมที่เขาต้องการจะค่อยๆเพิ่มขึ้นตามเวลาเอง

นอกเหนือจากเรื่องการให้นมแล้ว
ช่วงนี้คุณพยาบาลก็จะมาสอนเรื่องการดูแลทำความสะอาดจับน้องอาบน้ำ
จับน้องเรอหลังให้นมและการเช็ดทำความสะอาดสะดือการอุ้มการพันผ้าห่อตัว

ตรงส่วนนี้เพื่อนสนิทผมที่อยู่ที่อเมริกาเล่ากว่า ที่นั่นเขาจะให้คุณพ่อถอดเสื้อแล้วกอดลูกไว้
ให้เกิดการสัมผัสผิวระหว่างกันโดยตรงมันจะทำให้ลูกคุ้นเคยกับคุณพ่อได้ไว

ส่วนผมได้หัดลูกอาบน้ำเป็นคนแรก (เพราะช่วงวันแรกคุณแม่ยังเจ็บแผลอยู่)
ผลพลอยได้ที่เห็นได้ชัดก็คือหลังจากนั้นลูกก็ไม่เคยร้องเวลาผมอาบน้ำให้เลย
(ในขณะที่ญาติผู้ใหญ่จับอาบน้ำแบบเดียวกันกลับร้องเอาๆ)
ซึ่งก็ทำให้รู้สึกได้ว่า เค้าจำสัมผัสแรกๆได้จริงๆ

แล้วเวลาก็ผ่านไปจนถึงวันที่สาม
น้ำนมหยดแรกที่พวกเรารอคอยก็เริ่มหยด

IMG_1049(แค่นี้จริงๆนะ)


Final exam (Last night)

ตามปกติ package คลอดหลักๆของโรงพยาบาลต่างๆมักจะมีสองแบบตามลักษณะการคลอด
คือถ้าคลอดธรรมชาติจะได้อยู่พักฟื้นที่โรงพยาบาล x วัน (เช่น 3 วัน)
แต่ถ้าผ่าคลอดจะได้พักฟื้นทั้งหมด x+1 วัน (เป็น 4 วัน)

พวกเราสองคนคิดกันว่า

ในคืนสุดท้ายก่อนกลับบ้านจะลองเอาลูกมาเลี้ยงเองตลอดทั้งคืน
เพราะก่อนหน้านี้คือพยาบาลเอาลูกมาให้ดูดนมสลับกับเอาไปพักที่ห้องพยาบาลตลอด
แฟนก็เห็นด้วย ถือเสียว่าซ้อมมือก่อนกลับบ้าน

ปรากฏว่างานเข้าเพราะเด็กน้อยร้องตลอดเวลา
ให้นม,เปลี่ยนแพมเพิร์สกับอุ้มยังไงก็ไม่หยุด
กินได้นิดหน่อยนอนแป๊บเดียวก็ตื่นมาร้องไห้
แล้วพอจับจะให้กินนมต่อ ก็ไม่ยอมกิน
ทั้งพ่อและแม่ก็เริ่มใจเสียอะไรที่เคยอ่านไว้รู้สึกมันใช้ไม่ได้ผล
และเริ่มรู้สึกว่าวิธีสื่อสารกับทารกมันไม่ได้ผลอะไรเลย

หลังจากลองพยายามกันทุกวิธีทางจนถึงตีสองกว่าๆ สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้นจนเริ่มเครียดกัน
พวกเราก็เลยขอความช่วยเหลือจากห้องพยาบาลกะดึกวันนั้น
คุณพี่พยาบาลก็เข้ามาช่วยดูและค่อยๆลองปรับทีละอย่างจนสถานการณ์เริ่มดีขึ้น

IMG_1028

สาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นั้นก็คือน้องอารมณ์เสีย
พอจับกินนมปกติโดยไม่ทำให้น้องอารมณ์เย็นลงก่อนน้องก็ไม่ยอมกิน
คุณพี่พยาบาลต้องทำการปลอบ (อุ้มพาดบ่า ตบก้นเบาๆเพื่อปลอบ)
จนน้องเริ่มคลายอารมณ์เสียแล้วถึงยอมกินนมและนิ่งลงได้

ซึ่งไอ้วิธีที่ว่ามานี่ตอบตามตรงในฐานะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่
คือพวกเราไม่รู้จริงๆว่าการปลอบให้นิ่งก่อนจะมีผลถึงขนาดนี้

นอกจากนั้นยังมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเช่น
การจัดท่านั่งให้นม วิธีอ้าปากดูดที่แคบไป จังหวะอ้าปาก
หรือแม้กระทั่งการทำให้เรอจะส่งผลให้น้องไม่ปวดท้องในภายหลัง
มันเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ต้องใส่ใจค่อนข้างมาก

และคืนนั้นเราก็ผ่านมันไปได้ด้วยความช่วยเหลือของคุณพี่พยาบาล
(ไม่ได้นอนกันจนถึงตอนเช้า แล้วก็ไปให้คุณแม่หัดอาบน้ำต่อ)
ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เราประเมินกันเองว่าถ้ากลับบ้านไปทั้งที่ยังสอบตกอยู่คงไม่ดี
เลยเลือกที่จะจ่ายค่าห้องเพิ่ม เพื่อขออยู่ฝึกวิธีดูแลลูกต่ออีกหนึ่งคืนแทน

Name & Documentation

ขอเพิ่มเติมเรื่องเล็กๆอีกเรื่องหนึ่ง คือเอกสาร

โดยปกติแล้วการแจ้งเกิดมันไม่ได้ยากอะไร
เพราะทางโรงพยาบาลจะบอกไว้ให้ก่อน ว่าต้องเตรียมอะไรไว้บ้าง
แต่ปัญหาที่ครอบครัวผมเจอก็คือ ชื่อของเด็กน้อยที่เตรียมไว้ ไม่เข้ากับวันเดือนปีเกิดจริง
โดยส่วนตัวของผมนั้นไม่ถือเรื่องนี้เลยแต่ทางญาติผู้ใหญ่หลายคนถือ
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเคสเด็กเกิดวันจันทร์ ชื่อจะต้องไม่มีสระ(เป็นกาลกิณี)

ซึ่งผมกับแฟนตั้งชื่อเก็บไว้เก้าชื่อ คำนวณแล้วลงวันได้ ยกเว้นวันจันทร์, พฤหัสและศุกร์
แต่น้องคลอดวันจันทร์ เลยต้องโยนชื่อทิ้งแล้วคิดใหม่กันหมด
และพอชื่อไม่ได้เอกสารทั้งหลายก็จะเริ่มรอคิวเป็นพรวน เช่น
ใบสูติบัตร(ปกติต้องแจ้งทางโรงพยาบาลในสามวัน) ทะเบียนบ้าน(เพื่อย้ายเข้า)
และยาวไปจนถึงการเบิกเงินหรือทำประกันให้น้อง

ดังนั้นถ้าบ้านใครถือเรื่องนี้แนะนำให้เตรียมชื่อสำรองเผื่อกันไว้ให้ดีครับ
หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยดี เราก็พาเด็กน้อยกลับบ้าน

จบภาคแรก

ภาคต่อไป จะเล่าปัญหาหลังจากพาน้องเข้าบ้านไปแล้วครับ 🙂

Advertisements