สิ่งที่ต้องเจอหลังคลอด (ภาค 1)

Tags

, , ,

มีคนเตือนผมไว้ว่า ช่วงเดือนสุดท้ายก่อนคลอด
ให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่นอนตุนไว้เยอะๆ
เพราะเดี๋ยวพอภรรยาคลอดน้องออกมาแล้ว จะไม่ได้นอนกัน

ตอบตามตรง ตอนที่เพื่อนๆเตือนนั้น
ผมก็ยังนึกไม่ออกหรอก ว่ามันเป็นอย่างไร
แต่แล้ววันเวลาที่ผู้คนกล่าวขวัญถึงก็มาถึงในอึดใจเดียว…

A moment

IMG_0960

“คลอดแล้ว!”

เสียงเด็กน้อยร้องดังลั่นออกมาจากห้องคลอดท่ีอยู่ปลายทางเดินทำเอาผมตื่นเต้น
ผมรีบกดเซฟหน้าจอมือถือไว้เพื่อจะได้บันทึกเวลาเกิดของลูกชายตัวน้อยเอาไว้ก่อน
เผื่อเวลาใครถามเวลาเกิดตอนหลัง จะได้ไม่ลืม..

“ยังเข้าห้องไม่ได้นะคะ”

คุณพยาบาลเบรคผมไว้ก่อนที่ผมจะพุ่งเข้าไปห้องคลอด

“ตอนนี้คุณหมอกำลังทำคลอดรกให้ภรรยาคุณอยู่นะคะ รอซักครู่ เด็กน้อยปลอดภัยดีค่ะ”

ผมก็เลยได้แต่ยืนเก้ๆกังๆรออยู่หน้าห้องคลอดอีกพักใหญ่
จนทุกอย่างเรียบร้อยดีก็รีบเข้าไปหาคุณแม่ป้ายแดงที่นอนอ่อนเพลียอยู่บนเตียง

IMG_0961

“ลูกยังไม่ยอมดูดนมเลย”

แฟนบอกผมเบาๆสีหน้าเธอผิดหวังนิดหน่อยเพราะเธออ่านเจอมาว่า
ถ้าหลังคลอดเสร็จแล้วลูกดูดนมทันทีจะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมมาไว
ผมบอกเธอว่าไม่เป็นไรหรอก พักผ่อนก่อนดีกว่า แล้วก็รีบไปดูเจ้าตัวเล็กต่อ
คุณพยาบาลจัดการน้องเสร็จพอดี น้ำหนัก 2.94 kg.
ดูไม่เยอะ แต่ก็ไม่น้อยสำหรับคุณแม่ตัวเล็กขนาดนี้

IMG_0998

เราได้ถ่ายรูปครอบครัวรูปแรกด้วยกันนิดหน่อยในชุดปลอดเชื้อและหนูน้อยถูกห่อเป็นดักแด้
ก่อนเจ้าตัวเล็กจะถูกพาไปตรวจเพิ่มเติมที่ห้องพักของเด็กแรกเกิดที่ชั้นถัดไป
ถึงตอนนี้เราได้แต่พักผ่อน เพราะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กอยู่ในความดูแลของคุณหมอ
จนถึงพรุ่งนี้เช้าพวกเราถึงจะมีโอกาสดูหน้าลูกกันจริงๆจังๆ

หลังจากที่คุณพยาบาลพาคุณแม่ไปมาพักฟื้นต่อที่ห้องพัก
คุณแม่ก็เริ่มบ่นหิวเพราะแทบไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่คุณหมอบอกให้
เตรียมคลอดตอนสิบโมงเช้าจนกระทั่งสองทุ่มกว่า
และด้วยความผิดพลาดทางการสื่อสารก็ทำให้เราพลาดอาหารมื้อเย็นของโรงพยาบาลไป

คุณแฟนเริ่มทำหน้ามุ่ย และฝนเริ่มตก โชคดีที่ใกล้ๆโรงพยาบาลมี 7-11 อยู่ไม่ไกลนัก
ผมเลยแวะไปลงดูน้องในตู้อบเพื่อตรวจดูว่าน้องนอนหลับหรือยัง แล้วไปหาซื้อโจ๊กอุ่นๆมาให้แฟนทาน

ผมมารู้ทีหลังว่าวันนั้นเป็นวันที่ฤกษ์ดีมากในรอบเดือนเลยทีเดียว
มีเด็กเกิดวันเดียวกันและโรงพยาบาลเดียวกันถึง 5 คน
เป็นผู้ชายล้วน (ลูกผมคลอดเป็นลำดับสุดท้าย)

เด็กน้อยนอนอยู่ในตู้อบเรียงกันห้าตู้ริมกระจก มีสายวัดชีพจรแปะอยู่แถวเท้า
โดยรวมไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แม้ว่าจะแหกปากร้องดั่นลั่นทะลุกระจกจนหน้าดำหน้าแดงนิดหน่อย

หน้าตาของเด็กน้อยออกค่อนข้างชัดเจนว่าถอดแบบคุณแม่มาปากเล็กบาง
จมูกไม่แบนเท่าไหร่หัวกลมและยาวเพราะคลอดตามธรรมชาติ
มีแค่ดวงตาที่ยังเห็นไม่ชัดว่าเหมือนใคร  เพราะหนูน้อยเล่นหลับตาเกือบจะตลอดเวลา

“พรุ่งนี้เราเจอกันนะ”

ผมคิดไว้ในใจแล้วก็รีบกลับขึ้นไปดูแลคุณแม่ต่อ

A first day

เช้าวันใหม่มาถึง
ช่วงเวลาพักฟื้นคุณแม่ก็เริ่มต้น
เรื่องพื้นฐานพวกยาและการตรวจจากคุณหมอไม่มีอะไรน่าห่วงหรือเกินความคาดหมาย
สิ่งเดียวที่เราตื่นเต้นก็คือ พอเรารับน้องมาแล้วเราจะให้นมเขาได้หรือเปล่า

ในฐานะคุณพ่อมือใหม่ผมทำอะไรไม่ได้มากนักนอกจากเอาใจช่วยคุณแม่ที่ยังเก้ๆกังๆอยู่
ตอบตามตรงว่าช่วงแรกของการพบกันอีกครั้งกับเด็กน้อย
ยังไม่ได้รู้สึกว่าหลงรักหัวปักหัวปรำ
เหมือนที่ในหนังหรือนิยายชอบบรรยายไว้หรอก

มันเป็นแค่ความรู้สึกแปลกประหลาดดีที่อยู่ๆเราก็มีอีกชีวิตที่เกิดขึ้นมาให้เราดูแล
เป็นชีวิตเล็กๆที่ยังไม่รู้อะไรและยังคุยกับเราไม่เป็น…

First Milk

สำหรับคุณแม่ ช่วงวันแรกนี้คือการปรับตัวครั้งใหญ่
หลังจากทำหน้าที่อุ้มท้องโตมา 9 เดือน ก็กลายเป็นการให้นมลูก

IMG_1016

อาหารมื้อแรกๆของคุณแม่ก็เลยถูกจัดมาเสริมส่วนใหญ่
เป็นอาหารกลุ่มที่ผู้คนบอกต่อกันว่ากันช่วยบำรุงน้ำนมไม่ว่าจะเป็นแกงเลียงไก่ผัดขิงฯลฯ

IMG_1013

แต่เรื่องจริงก็คือถึงแม้จะใช้อาหารและยากระตุ้นแล้ว
นมมันก็ไม่ได้จะมาปุ๊บปั๊บหลังคลอดเหมือนกันทุกคน
ระหว่างที่นมยังไม่มา หนูน้อยก็เลยต้องกินนมชงไปก่อน

แม้ตอนแรกเราจะไม่ค่อยชอบนัก
แต่พอมองย้อนกลับไปอีกที มันก็ช่วยลดความเครียดของคุณแม่ได้มาก
เพราะถ้าลูกมาร้องหิวอยู่ตรงหน้าแต่นมยังไม่มา อาจทำให้คุณแม่ใจเสียและเครียดมากเกินไป

IMG_1050

ช่วงวันแรกๆนี้

เด็กน้อยยังไม่ค่อยลืมตาเท่าไหร่ (ลืมตามาก็เจอแต่หลอดไฟบนเพดาน)
พอร้องหิวคุณแม่ก็หัดจับเข้าเต้าเพื่อกินนม ซึ่งตอนนี้เรายัง “ไม่ค่อย” รู้อะไรนัก
ว่ามันมีรายละเอียดบางอย่าง ที่ส่งผลให้พวกเราสองคนจะไม่ได้หลับได้นอนไปอีกเป็นเดือนๆ

เบื้องต้นเราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าช่วงแรกเกิดเด็กน้อยยังตัวเล็กนัก
และขนาดของกระเพาะน้องเค้ายังมีขนาดแค่นิดเดียว
ปริมาณนมเล็กน้อยที่นมแม่เริ่มผลิตได้ก็เพียงพอจะทำให้เขาอิ่มและนอนหลับได้แล้ว
ดังนั้นยังไม่ต้องคิดกังวลมากเรื่องนมที่ช่วงแรกจะมาน้อยไม่พอกิน
ปริมาณนมที่เขาต้องการจะค่อยๆเพิ่มขึ้นตามเวลาเอง

นอกเหนือจากเรื่องการให้นมแล้ว
ช่วงนี้คุณพยาบาลก็จะมาสอนเรื่องการดูแลทำความสะอาดจับน้องอาบน้ำ
จับน้องเรอหลังให้นมและการเช็ดทำความสะอาดสะดือการอุ้มการพันผ้าห่อตัว

ตรงส่วนนี้เพื่อนสนิทผมที่อยู่ที่อเมริกาเล่ากว่า ที่นั่นเขาจะให้คุณพ่อถอดเสื้อแล้วกอดลูกไว้
ให้เกิดการสัมผัสผิวระหว่างกันโดยตรงมันจะทำให้ลูกคุ้นเคยกับคุณพ่อได้ไว

ส่วนผมได้หัดลูกอาบน้ำเป็นคนแรก (เพราะช่วงวันแรกคุณแม่ยังเจ็บแผลอยู่)
ผลพลอยได้ที่เห็นได้ชัดก็คือหลังจากนั้นลูกก็ไม่เคยร้องเวลาผมอาบน้ำให้เลย
(ในขณะที่ญาติผู้ใหญ่จับอาบน้ำแบบเดียวกันกลับร้องเอาๆ)
ซึ่งก็ทำให้รู้สึกได้ว่า เค้าจำสัมผัสแรกๆได้จริงๆ

แล้วเวลาก็ผ่านไปจนถึงวันที่สาม
น้ำนมหยดแรกที่พวกเรารอคอยก็เริ่มหยด

IMG_1049(แค่นี้จริงๆนะ)


Final exam (Last night)

ตามปกติ package คลอดหลักๆของโรงพยาบาลต่างๆมักจะมีสองแบบตามลักษณะการคลอด
คือถ้าคลอดธรรมชาติจะได้อยู่พักฟื้นที่โรงพยาบาล x วัน (เช่น 3 วัน)
แต่ถ้าผ่าคลอดจะได้พักฟื้นทั้งหมด x+1 วัน (เป็น 4 วัน)

พวกเราสองคนคิดกันว่า

ในคืนสุดท้ายก่อนกลับบ้านจะลองเอาลูกมาเลี้ยงเองตลอดทั้งคืน
เพราะก่อนหน้านี้คือพยาบาลเอาลูกมาให้ดูดนมสลับกับเอาไปพักที่ห้องพยาบาลตลอด
แฟนก็เห็นด้วย ถือเสียว่าซ้อมมือก่อนกลับบ้าน

ปรากฏว่างานเข้าเพราะเด็กน้อยร้องตลอดเวลา
ให้นม,เปลี่ยนแพมเพิร์สกับอุ้มยังไงก็ไม่หยุด
กินได้นิดหน่อยนอนแป๊บเดียวก็ตื่นมาร้องไห้
แล้วพอจับจะให้กินนมต่อ ก็ไม่ยอมกิน
ทั้งพ่อและแม่ก็เริ่มใจเสียอะไรที่เคยอ่านไว้รู้สึกมันใช้ไม่ได้ผล
และเริ่มรู้สึกว่าวิธีสื่อสารกับทารกมันไม่ได้ผลอะไรเลย

หลังจากลองพยายามกันทุกวิธีทางจนถึงตีสองกว่าๆ สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้นจนเริ่มเครียดกัน
พวกเราก็เลยขอความช่วยเหลือจากห้องพยาบาลกะดึกวันนั้น
คุณพี่พยาบาลก็เข้ามาช่วยดูและค่อยๆลองปรับทีละอย่างจนสถานการณ์เริ่มดีขึ้น

IMG_1028

สาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นั้นก็คือน้องอารมณ์เสีย
พอจับกินนมปกติโดยไม่ทำให้น้องอารมณ์เย็นลงก่อนน้องก็ไม่ยอมกิน
คุณพี่พยาบาลต้องทำการปลอบ (อุ้มพาดบ่า ตบก้นเบาๆเพื่อปลอบ)
จนน้องเริ่มคลายอารมณ์เสียแล้วถึงยอมกินนมและนิ่งลงได้

ซึ่งไอ้วิธีที่ว่ามานี่ตอบตามตรงในฐานะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่
คือพวกเราไม่รู้จริงๆว่าการปลอบให้นิ่งก่อนจะมีผลถึงขนาดนี้

นอกจากนั้นยังมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเช่น
การจัดท่านั่งให้นม วิธีอ้าปากดูดที่แคบไป จังหวะอ้าปาก
หรือแม้กระทั่งการทำให้เรอจะส่งผลให้น้องไม่ปวดท้องในภายหลัง
มันเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ต้องใส่ใจค่อนข้างมาก

และคืนนั้นเราก็ผ่านมันไปได้ด้วยความช่วยเหลือของคุณพี่พยาบาล
(ไม่ได้นอนกันจนถึงตอนเช้า แล้วก็ไปให้คุณแม่หัดอาบน้ำต่อ)
ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เราประเมินกันเองว่าถ้ากลับบ้านไปทั้งที่ยังสอบตกอยู่คงไม่ดี
เลยเลือกที่จะจ่ายค่าห้องเพิ่ม เพื่อขออยู่ฝึกวิธีดูแลลูกต่ออีกหนึ่งคืนแทน

Name & Documentation

ขอเพิ่มเติมเรื่องเล็กๆอีกเรื่องหนึ่ง คือเอกสาร

โดยปกติแล้วการแจ้งเกิดมันไม่ได้ยากอะไร
เพราะทางโรงพยาบาลจะบอกไว้ให้ก่อน ว่าต้องเตรียมอะไรไว้บ้าง
แต่ปัญหาที่ครอบครัวผมเจอก็คือ ชื่อของเด็กน้อยที่เตรียมไว้ ไม่เข้ากับวันเดือนปีเกิดจริง
โดยส่วนตัวของผมนั้นไม่ถือเรื่องนี้เลยแต่ทางญาติผู้ใหญ่หลายคนถือ
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเคสเด็กเกิดวันจันทร์ ชื่อจะต้องไม่มีสระ(เป็นกาลกิณี)

ซึ่งผมกับแฟนตั้งชื่อเก็บไว้เก้าชื่อ คำนวณแล้วลงวันได้ ยกเว้นวันจันทร์, พฤหัสและศุกร์
แต่น้องคลอดวันจันทร์ เลยต้องโยนชื่อทิ้งแล้วคิดใหม่กันหมด
และพอชื่อไม่ได้เอกสารทั้งหลายก็จะเริ่มรอคิวเป็นพรวน เช่น
ใบสูติบัตร(ปกติต้องแจ้งทางโรงพยาบาลในสามวัน) ทะเบียนบ้าน(เพื่อย้ายเข้า)
และยาวไปจนถึงการเบิกเงินหรือทำประกันให้น้อง

ดังนั้นถ้าบ้านใครถือเรื่องนี้แนะนำให้เตรียมชื่อสำรองเผื่อกันไว้ให้ดีครับ
หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยดี เราก็พาเด็กน้อยกลับบ้าน

จบภาคแรก

ภาคต่อไป จะเล่าปัญหาหลังจากพาน้องเข้าบ้านไปแล้วครับ 🙂

Advertisements

King of Thieves

Tags

, , ,

เพิ่งได้ลองเล่นเกมใหม่จากค่าย http://www.zeptolab.com/ (เจ้าของเดียวกับ Cut the rope) แต่เกมนี้ไม่ใช่ซีรีย์มอนสเตอร์กินลูกอมเช่นเคย แต่มาในรูปแบบของโจร(กระจอก)ขโมย gem 😀

Photo 21-2-58 11 13 50

แนวคิดหลักของเกม คือ การเป็นจอมโจรขโมยเพชรที่มีมูลค่าสูงในแผ่นดินที่เต็มไปโจร ซึ่งแปลว่าเราขโมยเพชรมาได้ คนอื่นก็มาขโมยเพชรเราได้เหมือนกัน ความยากก็เลยมีอยู่สองแนวหลักๆ คือจะไปขโมยเพชรอย่างไรให้บาดเจ็บน้อยที่สุด กับจะป้องกันเพชรในบ้านตัวเองอย่างไรดี

Photo 21-2-58 08 51 36เกมมีวิธีการเล่นในการบุกอยู่สองแบบ

หนึ่งคือเล่นตามฉากไปเรื่อยๆ (ความยากจะค่อยๆเพิ่ม) เพื่อสะสมของและฝึกสกิลการหลบหลีก ส่วนแบบที่สองคือไปขโมยเพชรจากผู้เล่นคนอื่นทั่วโลก ซึ่งจะมูลค่าของเงินและเพชรมักจะสูงกว่าเล่นแบบไล่ด่าน (และแน่นอนตั้งป้อมกันโหดกว่าด้วย)

ทรัพยากรหลักในเกมจะแบ่งออกเป็น 4 อย่าง

Photo 21-2-58 08 52 56

1. ทอง
ใช้ในการ upgrade อาวุธยุทโทปกรณ์และสิ่งก่อสร้างเกือบทุกอย่าง โดยปกติเหมืองทองจะสร้างให้อัตโนมัติตามเวลา (ยิ่ง level สูงยิ่งให้เยอะ) และการบุกขโมยทองบ้านอื่นก็เป็นแนวทางหลักที่ใช้ได้ (บางทีอาจได้เพชรติดไม้ติดมือกลับมาด้วย)

Photo 21-2-58 23 29 17

2. เพชร
สิ่งล้ำค่ำที่จะบอกถึงระดับของโจร ยิ่งเพชรมีมูลค่าสูงยิ่งทำให้ระดับเราขึ้นได้ไว เราสามารถรวมเพชรหลายเม็ดเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มมูลค่าของเพชรได้ (เรามี slot เก็บเพชรจำกัด) และในช่วงเวลาที่กำลังหล่อหลอมรวมเพชรนี่เองจะเป็นชั่วเวลาที่ผู้เล่นออนไลน์คนอื่นสามารถบุกบ้านเข้ามาแย่งชิงเพชรที่กำลังรวมกันได้ ถ้าถูกขโมยเพชรไปแล้วจะเกิด shield กันบ้านให้ชั่วคราว และการหล่อจะหยุด เราต้องเติมเพชรตัวอื่นใส่เครื่องหล่อใหม่

Photo 21-2-58 08 52 03

ในกรณีที่เล่นกับเพื่อน (ลิงค์ผ่าน facebook) เพื่อนสามารถช่วยเราไปขโมยเพชรกลับมาให้เราได้

Photo 21-2-58 08 52 24

Photo 21-2-58 23 29 08

Photo 21-2-58 08 53 51

3. กุญแจ
ในการบุกแต่ละฉาก(ทั้งตามด่านและบ้านผู้เล่นอื่น) จะมีประตูสำหรับเปิดเข้าบ้านที่ต้องใช้ลูกกุญแจในการเปิด กุญแจหนึ่งดอกใช้ได้แค่หนึ่งรู หลายๆบ้านมักจะมีรูกุญแจหลอกมากมาย (ได้โดยการอัพเกรดประตูบ้าน) ทำให้ต้องเสี่ยงกดดู ถ้าถูกรูก็ประหยัดกุญแจไป โดยปกติกุญแจจะสร้างเองอัตโนมัติตามเวลา (ประมาณ 4 นาทีต่อ 1 ดอก) เป็นการบังคับไม่ให้เราบุกรัวๆตลอดเวลา

Photo 21-2-58 08 53 23

4. ลูกแก้วสีฟ้า
ใช้ในการเร่งเวลากการอัพเกรดสิ่งก่อสร้าง สามารถเก็บได้จากการทำ mission ตามที่เกมกำหนด หรือบางทีก็เปิดเจอในประตูบ้าน

นอกจากนี้จะเป็นไอเท่มเล็กๆน้อยๆที่ใช้ในการอัพเกรดทักษะของโจรเอง เช่น ใบไม้ เห็ด ฯลฯ

Photo 21-2-58 08 53 04

บ้านโจร(ของเรา)

บ้านแต่ละบ้านจะมีชุดป้องกัน เช่นพวกปืน ใบมีด ยักษ์สีแดง ผึ้งน้อย ให้ตามแต่ level และอำนาจเงินจะเอื้อมถึง เราสามารถจัดแต่งอาวุธป้องกันบ้านอย่างไรก็ได้ โดยมีข้อแม้ว่าเจ้าของบ้านต้องเล่นเองผ่านติดกันสองครั้งติด ถึงจะสามารถเซฟไว้เป็นบ้านของตัวเองได้ (ดังนั้นจะไม่มีเคส ตั้งฉากที่เป็นไปไม่ได้ออกมา)

Photo 21-2-58 22 32 06 เวลาผู้เล่นอื่นบุกเข้าบ้านเราแล้วตายก็จะมีหัวกระโหลกโชว์ให้เห็นว่าตายตรงไหน (มีภาพย้อนหลังให้ดูด้วย) ซึ่งถ้าวางฉากได้เจ๋งๆนี่จะสนุกมาก และเวลาเล่นบ้านคนอื่นก็จะได้ดูไอเดียชาวบ้านตลอดเวลา ว่าจะครีเอทยังไงให้เป็นไปได้ยากที่สุดสำหรับผู้เล่นคนอื่น

เท่าที่สังเกตจะมีบางบ้านใช้แบบบ้านชนิดที่เอ็งทำได้ครั้งเดียว ถ้าทำไม่ได้ก็ตายไปเลย อันนี้จะโหดขิงๆและแลกมากับเลือดเนื้อมากมาย

Photo 21-2-58 08 47 27
มีโหมดใก้แก้แค้นได้ด้วย บอกหมดว่ามาบุกบ้านเราตายกี่ครั้ง ใช้กุญแจไปกี่ดอก ได้เงินหรือเพชรไปเท่าไหร่

Photo 21-2-58 08 53 14 รวมเพชรทีนึงเป็นชั่วโมงครับ วัดดวงว่าจะโดนขโมยบุกไหม (ถ้าออนไลน์อยู่จะไม่โดนนะ แต่ใครจะออนไลน์ตลอดเวลาได้ล่ะ)

Photo 21-2-58 08 53 41

อัพเกรดอาวุธก็ต้องใช้เงิน (และเวลา)

Photo 21-2-58 08 53 58 Photo 21-2-58 08 54 03

เพชรแต่ละอันก็มีมูลค่าไม่เท่ากัน รวมกันแล้วมูลค่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

Photo 21-2-58 09 39 38 แนวเกมโดยรวม ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว เป็นเกมแนวเดียวกับ Clash of Clans อันลือลั่น เพียงแต่ unit จำนวนน้อยกว่า เล่นง่ายกว่า แต่เมื่อยมือกับใช้ทักษะในการคอนโทรลตัวโจรเยอะกว่าพอควร 🙂

ตอนนี้ (กพ. 2015) มีเฉพาะบน iOS ครับ
https://itunes.apple.com/US/app/id952715194?mt=8

ขอให้สนุกกับการบุกครับ (^^)

 

 

Creative Brainstorm

Tags

,

7623744678_8c44be38af_z ในการทำงานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เรามักจะต้องอาศัยการรวมหัวกันคิดเพื่อแก้โจทย์ หรือเปิดมุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหา ที่จะทำให้ผลงานออกมาดี แต่การรวมหัวกันคิดทั่วๆไป มักจะให้ผลลัพธ์ครึ่งๆกลางๆมากกว่าไอเดียที่โดนใจอย่างที่คาดหวัง
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

Tina Lynn Seelig แห่งมหาวิทยาลัย Standford ได้ทำการศึกษาค้นคว้าถึงวิธีการที่จะทำให้ สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ออกมาเป็น process ที่จับต้องได้และทำซ้ำได้ง่ายขึ้น โดยแนวคิดของเธอพิสูจน์ให้เห็นถึงรายละเอียดหลายๆมุมที่น่าสนใจ

เพื่อให้เข้าใจแนวคิดของ Tina ง่ายขึ้น เราควรมาเริ่มต้นวิเคราะห์กันที่ต้นตอของปัญหากัน

สิ่งที่เรามักพบบ่อยในการประชุมรวมหัวเพื่อสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ คือ “ไม่ได้ไอเดียที่น่าสนใจจริงๆ”

คำถามสำคัญที่ควรวิเคราะห์ ก็คือ ทำไมไอเดียดีๆจริงไม่เกิดขึ้น ?
– เพราะคนเข้าร่วมไม่มีความสามารถ
– เพราะคนลีดการประชุมทำหน้าที่ไม่ดี
– เพราะบรรยากาศการประชุมไม่เอื้อให้เกิดไอเดีย ?
– ขนาดและลักษณะของผู้เข้าร่วมประชุมไม่เหมาะสม ?
– เวลาที่เหมาะสมในการประชุม?

ถ้าเราปล่อยให้การประชุมที่ไม่ได้ผลลัพธ์(ที่ดี) ให้ผ่านไปโดยไม่หาสาเหตุ แล้วก็ทำการประชุมซ้ำอีกหลายในอาทิตย์ต่อมา โดยหวังผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม คำตอบก็คงเห็นได้ชัดว่า เป็นไปได้ยาก

สิ่งที่ผู้ร่วมประชุมมักทำโดยไม่ตั้งใจ แต่ทำลายโอกาสเกิดไอเดียอันน่าสนใจ มีดังนี้

1. ไม่เลือกผู้เข้าร่วมประชุม

การเลือกเอาคนที่มีบทบาทหน้าที่และความเชี่ยวชาญที่ต่างกันมาคุยกัน จะเปิดโอกาสให้เรามองเห็นปัญหาในหลายมุมมอง และเพิ่มโอกาสที่จะสร้างแนวคิดใหม่ๆได้ง่ายกว่าใช้คนในสายงานเดียวกันทั้งหมด 3948724485_792b1af70d_z 2. มีผู้เข้าร่วมบางส่วนเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจตัดสินใจในผลลัพธ์ของการระดมสมอง

การให้คนที่อำนาจตัดสินใจเป็นผู้ร่วมเสนอไอเดีย จะส่งผลในแง่ลบมากกว่าดี อย่างแรก กลุ่มคนเหล่านั้นมีโอกาสสูงมากที่จะรีบตบไอเดียที่ไม่เข้าตาให้ตกเร็วจนเกินไป สอง คำพูดของกลุ่มคนเหล่านี้จะชี้นำและโน้มโน้มการตัดสินใจของกลุ่มได้ง่าย ซึ่งส่งผลเสียให้โอกาสการเกิดของไอเดียที่ยังไม่ตกผลึกจากคนตัวเล็กๆถูกมองข้ามได้ง่าย สาม คนกลุ่มที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ จะระมัดระวังการเสนอความคิดมากไป และถ้ายิ่งบรรยากาศของการประชุมไม่อนุญาตให้คนพูดผิด/คิดต่าง โอกาสที่จะมีไอเดียที่แปลกแหวกแนวจะยิ่งลดลงต่ำกว่ากลุ่มที่คุยเล่นกันสบายๆ

4892378102_aa735b7f4a_z 3. ขนาดของกลุ่มใหญ่เกินไป

จากการศึกษาเรื่องขนาดกลุ่มคนที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้มีประสิทธิภาพ ทั้งเวลาและคุณภาพ พบว่าขนาดที่เหมาะสมอยู่ประมาณ 6-8 คน (หรือเลี้ยงอาหารพอได้ด้วย pizza 2 ถาด) มากเกินกว่านั้นจะทำให้บริหารโอกาสการแสดงความคิดเห็นของแต่ละคนยากขึ้นไปอีก

5836699183_ced3b2ab4e_z 4. กำหนดเป้าหมายของการระดมสมองไม่ชัดเจน 

เป้าหมายของการระดมสมองเป็นไกด์ไลน์ให้คนพุ่งเป้าไปในทิศทางเดียวกัน และเลือกวิธีในการลีดการประชุมให้เหมาะสม การประชุมระดมไอเดียใหม่ๆ จะมีแนวทางการประชุมที่ต่างจากการประชุมทั่วไปอยู่นิดหน่อย การประชุมทั่วไป มักจะให้คนที่รู้เรื่องแกนหลักมากที่สุดเป็นผู้นำการประชุมและคอยช่วยดึงประเด็นการประชุมให้อยู่ในเนื้อหาที่กำลังพูดคุย แต่กับการระดมสมอง มักจะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การเปิดหาไอเดียแปลกใหม่ และวิเคราะห์ความเป็นไปได้     688553237_ceba309702_z5. รับฟังความเห็นที่ฟังดูไม่ดีไม่จบ และเป็นทุกคนไม่ช่วยกันต่อยอดไอเดียคนอื่น

โดยทั่วไปคนจะคุ้นเคยกับการวิเคราะห์ไอเดียคนอื่นแล้วตัดสินทันทีว่าเป็นสิ่งที่โอเคหรือไม่ วิธีการนี้ส่งผลเสียในแง่ที่ตัดโอกาสของไอเดียที่แย่ในสายตาตนเอง ซึ่งบางครั้งไอเดียที่แย่มากอาจพัฒนาออกมาเป็นทางออกที่ดูดีกว่าไอเดียทั่วไปมาก ขึ้นกับโอกาสในการกลั่นกรองและต่อยอดของการประชุม ดังนั้นเพื่อให้ไอเดียทั้งหลายมีโอกาสเติบโต ผู้เข้าร่วมต้องแยกแยะให้ได้ว่า ขณะประชุมนั้นอยู่ในสถานะ ระดมความคิด หรือช่วงตัดสินใจเลือก ถ้าเป็นช่วงแรก ต้องพยายามหาทางต่อยอดไอเดียแทนที่จะรีบกำจัดทิ้ง

4688416205_8c71d1e89f_z 6. รีบเลือกคำตอบที่โจ่งแจ้งเร็วไป

ข้อเสียของการที่ได้คำตอบแรกที่รวดเร็วระหว่างการประชุมคือ มันอาจจะปิดกั้นไม่ให้คนอื่นคิดต่อยอดทางเลือกอื่นๆ ซึ่งความจริงอาจมีทางออกที่ดีมากว่าหลายเท่า ดังนั้นผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ลีดการประชุมต้องคอยกระตุ้นตัวเองเสมอว่า ยังมีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจอีกหรือไม่ ถ้ามี จงขุดมันขึ้นมาคิดกันต่อไป

8257275630_022b044583_z 7. ไม่ช่วยกันจดไอเดีย

ในการประชุมนำเสนอข้อมูลทั่วไป คนลีดคนเดียวจะช่วยคุมความคิดได้ดี แต่ในการระดมไอเดีย วิธีนี้จะกลายเป็นการบีบความคิดที่แตกต่างมากไป การให้ทุกคนมีอุปกรณ์ในการจดจะช่วยลดปัญหาไอเดียหล่นหายระหว่างการประชุมได้

3383537791_7d8e14c89a_z 8. ใช้เวลานานเกินไปในการประชุมระดมสมอง

ระยะเวลาที่เหมาะสมมีตั้งแต่ 15 นาที (สำหรับกลุ่มเล็กๆ) และ 45-60 นาทีสำหรับกลุ่มขนาด 2 pizza เกินกว่านั้นจะเริ่มขาดความต่อเนื่องและสมาธิในการประชุม

6662357209_be51aaf100_z 9. ไม่สรุปว่าจะทำอะไรต่อ

เป้าหมายของการระดมไอเดียที่ดี คือ กระตุ้นให้ทุกคนรู้สึกเกิดความคิดและความสนใจเพื่อที่จะออกไปลงมือต่อกันอย่างมีพลังพลุ่งพล่านในตัว การกำหนดเป้าหมายต่อไปของแต่ละคนที่ชัดเจนจะทำให้ภาพรวมเคลื่อนที่ต่อไปได้ การปล่อยให้มีตติ้งจบแบบงงๆ จะทำให้การประชุมครั้งขาดความต่อเนื่องและเริ่มไอเดียต่อได้ยาก

2577158444_4759ce6941_z

ถ้าใครสนใจเนื้อหาแนวๆนี้ ผมแนะนำให้ลองเดินหาหนังสือชื่อ “inGenius”
หรือชื่อไทย “วิชาความคิดที่คุ้มค่าหน่วยกิตที่สุดในโลก” ของ Tine Seelig ของสำนักพิมพ์ WeLearn
มาลองอ่านเล่นดูครับ น่าจะตอบโจทย์ได้ไม่น้อยทีเดียว 🙂

Malcolm Gladwell – What the dog saw

Tags

, , ,

11791573_91bde70979_o

ปกติผมเป็นคนอ่านหนังสือไม่มากนัก และไม่ค่อยหลากหลาย
อันเนื่องด้วยปัจจัยหลักสองอย่างคือเงินและเวลา
หลายครั้งที่แวะเข้าร้านหนังสือแล้วเดินเลือกหนังสือบนชั้นขายดีขึ้นมาดู แล้วพบว่าเนื้อหามันเป็นหนังสือ how-to สอนทำโน่นนั่นนี่ ผมก็จะวางมันลงไปสงบนิ่งบนชั้นต่อไปอย่างเงียบๆ เพราะโดยส่วนตัวรู้สึกว่าการป้อนอาหารใส่ปากแล้วจับกรามขยับเคี้ยวให้เลยมันดูไม่ได้ใส่ใจกับชีวิตมากไปหน่อย

ครั้นจะหาหนังสือที่กลั่นเอาแต่ภาพที่สร้างแรงบันดาลใจพลุ่งพล่านก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ แถมบางครั้งจริตคนทำกับคนเสพก็ไม่ค่อยจะสอดคล้องกันง่ายๆ

ช่วงปีที่ผ่านๆมาจำนวนหนังสือที่ผ่านเข้าตามาก็น้อยลง แต่ก็ล้วนแล้วแต่คัดสรรให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเองอย่างจริงจังมากขึ้น (ซึ่งส่วนตัวก็ถือว่าโอเคอยู่)

ผมได้อ่านผลงานของ Malcolm Gladwell ครั้งแรก จากคำแนะนำของน้อง @sahasbhop ผู้ซึ่งนิยมเสพหนังสือแนวใกล้เคียงกัน ผลงานแรกของเขาชื่อว่า Outliers ซึ่งเนื้อหาของเขาทำให้มุมมองชีวิตบางด้านเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น ถือเป็นหนังสือที่ช่วยเปิดไอเดียและแนวคิดที่มาได้ถูกเวลามากในชีวิตช่วงนั้น

หลังจากเริ่มติดตามผลงานของ Malcolm ต่อเนื่องมาอีกสองสามเล่ม ผมก็เริ่มจับสไตล์งานเขียนที่โดดเด่นออกจากผลงานทั่วไปในตลาด เป็นแนวคิดที่เริ่มต้นง่าย แต่ไปต่อลำบากและเลียนแบบได้ยากยิ่ง

ประเด็นของเขาจะเริ่มต้นด้วยสิ่งต่างๆที่เรามักพบเห็นเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิต(ของคนยุคปัจจุบัน) แต่เมื่อ Malcolm เริ่มหยิบยกคำถามในบางแง่มุมขึ้นมาถาม คำนิยามเราจะเริ่มสั่นคลอน และเขาจะเริ่มขุดคุ้ยเอาข้อมูลและรายละเอียดในมุมที่คนทั่วไปไม่รู้จะหามาจากที่ไหน เป็นข้อมูลที่มักเน้นไปในทางที่พิสูจน์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์พร้อมข้อมูลอ้างอิงในมุมตรงข้าม และมักจะหักล้างความเชื่อหรือความรู้สึกเดิมๆเสียจนแหลกไม่เป็นชิ้นดี

และในหนังสือเล่ม what the dog saw
Malcolm ก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันกับหนังสือเล่มอื่นๆ (blink, the tipping point, outliers)

เพียงแต่เล่มนี้ ความเชื่อมโยงของเนื้อหาแต่ละบทไม่ได้หล่อหลอมรวมเป็นแกนก้อนเดียวแบบเล่มอื่นๆ แต่กลับใช้ความหลากหลายของเนื้อหา ตัวอย่างและข้อมูลประกอบมหาศาลเข้ามาเปิดมุมมองให้กว้างกว่าชนิดที่ทั้งสามเล่มก่อนเทียบไม่ได้

ผมขอยกตัวอย่าง บางคำถามที่แกะออกมาจากหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ลองนึกภาพตามได้ง่ายขึ้นว่าผู้ชายคนนี้คิดและเล่าอะไรให้พวกเราฟังบ้าง

– ถ้าบริษัทอาหารจะทำสุดยอดซอสมะเขือเทศขาย จะทำอย่างไรให้ได้สูตรซอสที่อร่อยที่สุดมา และสุดยอดซอสมะเขือเทศที่คนทั้งหมดชอบมันมีอยู่จริงหรือ? ถ้าไม่อะไรคือซอสมะเขือเทศที่คนจะชอบ?

– ประวัติการออกแบบยาคุมกำเนิดที่แพร่หลายไปทั่วทั้งโลก ที่จริงๆแล้วมันไม่เป็นธรรมชาติ! การที่ผู้หญิงมีประจำเดือนทุกเดือนคือเรื่องปกติ จริงหรือ? และการมีประจำเดือนมาสม่ำเสมอทุกเดือนสร้างผลข้างเคียงร้ายแรงอะไรกับเราบ้าง? (ที่มันเพิ่งจะมาเกิดกับคนยุคปัจจุบันเพราะยาคุม)

– ทำไมคนบางคนถึงสามารถทำให้หมาเชื่อฟังได้ง่าย ในขณะที่บางคนหมามักจะขู่ใส่

– ทำไมการซื้อบ้านให้คนไร้บ้านอยู่ฟรีๆถึงคุ้มค่า (เมื่อมองในภาพรวม)

– เราเชื่อมั่นเครื่องมือวัดบางอย่าง(เช่นเครื่อง x-ray) มากเกินไปหรือเปล่า? การวินิจฉัยโรคในปัจจุบันยังมีตรงไหนที่เราคิดว่ามันดี (ทั้งๆที่จริงๆแล้วผลมันไม่ดีอย่างที่คิด)

– ผลงานเพลง/บทประพันธ์นี้ลอกเขามา หรือ ได้รับแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสรรค์ต่อยอด? เรากำลังปิดกั้นโอกาสสร้างสรรค์หรืออ้างความเป็นเจ้าของที่ไม่ได้มีจริงๆหรือเปล่า?

– วิเคราะห์ความล้มเหลวของสถานการณ์เฉพาะหน้า ออกเป็นสองรูปแบบคือ ความคิดล้นหัว กับตื่นตระหนก ที่จะทำให้เรื่องธรรมดาๆกลายเป็นเลวร้ายสุดขีด ที่บางทีจะทำให้คนที่มีความรู้ความสามารถสูง ทำผิดพลาดซ้ำๆไม่รู้จบ

– ข้อดีของความขัดแย้งระดับที่พอเหมาะในวัฒนธรรมองค์กร

– อัจฉริยะส่วนใหญ่จะเป็นตอนหนุ่มจริงเหรอ ถ้าไม่อัจฉริยะตอนแก่จะมีเส้นทางอย่างไร และพิเศษกว่าอย่างไร?

– วิธีการวัดและเลือกคนเข้าทำงานปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงสุดจริงหรือ วิธีเลือกคุณครูที่สอนเด็กให้มีประสิทธิภาพเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง? ผลลัพธ์ของการเลือกสองตัวอย่างนี้จะเปลี่ยนคุณภาพของบริษัท/เด็กนักเรียนได้แตกต่างกันแค่ไหน?

– การรวมคนเก่งมาทำงานร่วมกัน และใช้วัฒนธรรมองค์กรแบบส่งเสริมแต่คนเก่ง จะทำให้องค์กรเดินหน้าได้ดีกว่าองค์กรที่มีคนหลายระดับความสามารถจริงหรือ ถ้าไม่ อะไรคือสิ่งที่มีอิทธิพลสูงกว่า?

– เวลาสองวินาที ประเมินคนได้แค่ไหน? และจริงแค่ไหน ?

https://www.flickr.com/photos/poptech2006/2966504303โดยสรุป หนังสือเล่มนี้ยังควรค่าแก่การแนะนำให้อ่านครับ ^^

Innovation Leader

Tags

,

https://www.flickr.com/photos/jurgenappelo/5201275209

ช่วงนี้เพิ่งได้ลองสังเกตเห็นวิธีคิดงานของผู้บริหารระดับสูงสองท่าน
ที่มีวิธีทำงานและอุปนิสัยที่แตกต่างกันมาก
แต่แนวคิดในการสร้างสรรค์งานใหม่ๆออกมาในแนวทางคล้ายกันอย่างน่าสนใจ
ขอจดเก็บเอาไว้เป็นแนวทางให้ตัวเอง เผื่อถ้าวันหน้าจำเป็นต้องใช้จะได้ไม่พลาด

รูปแบบวิธี(ที่คล้ายกัน)ของผู้บริหารทั้งสองก็คือ

1. ข้อมูลกว้างและลึก
2. เลือกจุดที่จะกระโดดไปถึง
3. สร้างเงื่อนไขให้คนทำงาน
4. ให้ผู้เชี่ยวชาญในงานช่วยเก็บรายละเอียด

https://www.flickr.com/photos/cannedtuna/7991544274

ข้อแรก ข้อมูลกว้างและลึก
หมายถึง ในขณะที่กระแสตลาดโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารเหล่านี้รู้เทรนของวงการ และมีข้อมูลเชิงลึกอยู่ในมือ รู้ว่าอะไรจะมาถึงเมื่อไหร่ ข้อดีข้อเสีย และคาดการณ์ผลกระทบต่อวงการได้ค่อนข้างแม่นยำ (สิ่งที่น่าสนใจต่อก็คือ คนเหล่านี้บริโภคข่าวสารจากที่ไหน และบริหารเวลาในการดูดซับข้อมูลใหม่ๆอย่างไร)

 

https://www.flickr.com/photos/kaykim/3883340152 ข้อสอง เลือกจุดที่จะกระโดดไปถึง
ในขณะที่คนทั่วไปรู้ข่าว เมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง และคอยปรับตัวตามสถานการณ์รอบตัว ผู้บริหารกลุ่มนี้กลับมองล่วงหน้าไปก่อนว่าอีกกี่เดือน จะเกิดผลลัพธ์อะไร และควรจะขยับองค์กรไปอยู่จุดไหนเมื่อเวลานั้นมาถึง ต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้าง หรือจะชิงเปิดแนวรบด้านไหนเพื่อให้องค์กรพร้อมในตลาดที่เปลี่ยนไปไว โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่มี ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างภาพของเป้าหมายที่ชัดเจนจับต้องได้ให้ลูกทีมเห็น

https://www.flickr.com/photos/spacesuitcatalyst/438010405

ข้อที่สาม สร้างเงื่อนไขให้คนทำงาน
โดยปกติ คนทำงานทั่วไปมักจะรอรับโจทย์จากหัวหน้า และคอยแก้ปัญหาในระดับรายละเอียดโดยไม่เข้าใจภาพใหญ่ที่กำลังจะไป จนทำให้ผลลัพธ์ออกไปมาไม่ตรงกับสิ่งที่ควรจะเป็น ผู้บริหารบางท่านจะใช้วิธีบีบบังคับเอาผลงานในแบบที่อยากได้ (ซึ่งดูเหมือนเอาแต่ใจ แต่ที่จริงผ่านการกลั่นกรองข้อมูลมามาก) แล้วให้ลูกทีมแก้ปัญหาและประติดประต่อผลงานให้ออกมาในแนวทางที่ควรจะเป็น ในขณะที่ผู้บริหารบางคนจะใช้วิธีวางโครงหลักของโจทย์แล้วให้ทีมงานเสริมในรายละเอียด แล้วคอยแก้ปัญหาที่ทำให้ทีมทำงานยากด้วยวิธีที่เหนือความคาดหมายของระดับคนทำงาน (บางทีอาจต้องใช้คำว่าวิธีแก้แบบพิสดารนอกกรอบ) ซึ่งสังเกตได้ว่าวิธีแรกจะใช้ได้ดีกับทีมที่มีขนาดใหญ่ วัฒนธรรมองค์กรแบบแบ่งขั้นลำดับและหน้าที่กันชัดเจน ยอมรับความผิดพลาดได้น้อยและเปิดโอกาสให้มีความคิดสร้างสรรค์น้อย ในขณะที่วิธีแบบที่สองมักใช้กับทีมที่มีขนาดเล็ก ขีดความสามารถระดับบุคคลสูง และมักจะได้งานที่มีครีเอทีฟสูงกว่า
https://www.flickr.com/photos/nasahqphoto/12785748244

ข้อที่สาม ให้ผู้เชี่ยวชาญในงานช่วยเก็บรายละเอียด
โดยทั่วไปนั้น คนจะเข้าใจว่าเวลาลงมือ ผู้บริหารจะไม่ทำเอง แต่จะใช้วิธีเลือกทีมงานที่มีทักษะช่วยลงรายละเอียดให้ แต่นั่นเป็นเพียงมุมมองด้านเดียว ในความเป็นจริง ผู้บริหารจะต้องมีวิธีตรวจสอบผลงานที่เชื่อถือได้ (และเท่าที่พบมักมีหลายวิธีการ) ไว้สำหรับตรวจผลงานในหลายมุมมองอย่างไม่มีอคติ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้มีคุณภาพสูงพอจะนำไปประกอบกับข้อมูลที่มีเพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันให้กับองค์กร

ในแง่ของลูกทีม ทีมที่ตอบสนองงานได้หลากหลายมุมมองพร้อมข้อมูลที่วัดและจับต้องได้ชัด จะช่วยทำให้ผู้บริหารทำงานได้ง่ายขึ้นและนำพาองค์กรไปขยับตัวนำวงการไปได้รวดเร็วกว่าองค์กรแบบเช้าชามเย็นชามหลายเท่าตัว

Simcity : Build it

Tags

, ,

เปิดฉากต้นปีมาด้วยการเลิกเล่น ingress ไปหยกๆ
ดันมาเจอเกมบนพีซีในตำนานกลับมาทำใหม่บนมือถือแถมยังฟรี
ก็เลยลองโหลดซักหน่อย
ผลคือติดกันเลยทีเดียว

เกมที่ว่าก็คือ SimCity : Build ItScreenshot_2015-01-04-17-46-40

แนวคิดหลักของเกม ก็คือ ให้เราเป็นคนสร้างเมืองที่ทำให้พลเมืองมีความสุข และเมืองเติบโตเป็นเมืองใหญ่อย่างยั่งยืน

ฟังดูอาจจะนึกภาพยากไปหน่อย แต่ถ้าเล่นตามเกมแล้วกลับง่ายกว่าที่คิด

ตัวเกมเริ่มต้นด้วยการให้พื้นที่ว่างเปล่าขนาดใหญ่พอประมาณ (มีด้านนึงติดชายทะเล และมีด้านนึงติดถนนจากนอกเมือง

สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ เริ่มต้นสร้าง “ถนน” ขึ้นมาก่อน
โดยลากจัดถนนนอกเมืองเข้ามาในพื้นที่ของเรา หลังจากนั้นจะเนรมิตสิ่งก่อสร้างอื่นใดต่อจากนี้ ก็ให้เริ่มจากริมถนนที่เราวางเป็นสำคัญ

Screenshot_2015-01-04-16-20-40

สิ่งก่อสร้างอันดับแรกๆก็คือ การสร้างพื้นที่สำหรับการพักอาศัย
พอมีพื้นที่ ก็จะมีคนอพยพเข้ามาอยู่ในเมือง และเราจะสามารถเก็บภาษีของพลเมืองมาใช้ในการพัฒนาเมืองต่อไป ไม่ว่าจะสร้างบ้านสร้างตึกเพิ่ม หรือแม้กระทั่งสวนสาธารณะ ระบบไฟฟ้า ประปา ก็ล้วนใช้เงินทั้งสิ้น

Screenshot_2015-01-04-16-20-32

ระบบสาธารณูปโภคหลักๆที่เกมจะบังคับให้สร้างอันดับแรกๆเลยก็คือ ไฟฟ้าและประปา ส่วนอื่นๆจะถูกปลดล็อคก็ต่อเมื่อขยายเมืองได้ตาม level ที่เกมกำหนด ช่วงแรกถ้ามัวเอาแต่สร้างบ้านเพลินๆจนเงินไม่พอสร้างโรงปั่นไฟฟ้าหรือประปา พลเมืองจะโวยวายออกมา แล้วทำให้ค่าความสุขของพลเมืองลดลง (ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อ % ภาษีที่จะได้) ดังนั้นวางแผนกันให้ดีๆ

อ่อ โรงไฟฟ้าบางประเภทจะมีค่ามลพิษด้วยนะครับ โปรดเลือกตามความเหมาะสม

Screenshot_2015-01-04-16-20-08

Screenshot_2015-01-04-16-22-07

Screenshot_2015-01-04-16-22-24

พอขยายเมืองไปซักพัก เกมจะเริ่มปลด lock สาธารณูปโภคตัวอื่นๆ เช่นระบบกำจัดน้ำเสีย ซึ่งอันนี้ผมพลาด เผลอสร้างพื้นที่่สำหรับที่พักอาศัยเพลินจนเงินไม่พอ ทำให้พลเมืองออกมาด่าว่าส้วมตันจนอารมณ์เสียกันไปค่อนเมือง แถมเงินก็หมด ถึงขั้นต้องทุบตึกทิ้งลดอัตราการสร้างน้ำเสียลงชั่วคราวเลยทีเดียว

นอกจากนี้ระบบสาธารณูปโภคบางอย่าง เช่น ระบบกำจัดน้ำเสีย จะสร้างใกล้ที่พักคนก็ไม่ได้ (จะโดนด่า) ต้องขยับออกไปสร้างให้ห่างตามรัศมีที่ปลอดภัยอีกด้วย

Screenshot_2015-01-04-16-22-16

ข้อดีอีกอย่างของระบบเกมนี้ ก็คือ ถ้าตอนแรกสร้างมั่วๆ แล้วอยากจะย้ายสิ่งก่อสร้าง ก็สามารถกดค้างแล้วย้ายที่ได้เลย (ไ่ม่เสียตังค์แต่อย่างใด) ยกเว้นถนนที่ย้ายไม่ได้ (แต่ทำลายและสร้างใหม่ได้)

นอกจากนี้ สิ่งก่อสร้างต่างๆเช่นที่อยู่ ยังสามารถอัพเกรดได้อีกหลาย level เช่น จากบ้านธรรมดากลายเป็นตึกสูงลิบ (ที่จุคมากขึ้นและทำให้ได้เงินมากขึ้นด้วย)

แต่สิ่งที่ต้องใช้ในการ upgrade จะต้องสร้างมาจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก ไม้ พลาสติก ฯลฯ
สิ่งโรงงานก็จะจะก่อมลพิษให้เมืองด้วยเช่นกัน ห้ามสร้างใกล้ที่พักอาศัย(อีกแล้ว)

Screenshot_2015-01-04-16-20-15

เวลาในการผลิตวัตถุดิบก็จะมีแตกต่างกันไป วัตถุดิบบางตัวก็เอาไปเป็นตัวสร้างวัตถุดิบต่อยอดไปเรื่อยๆ เช่น เหล็กเอาไปทำคะปู, ไม้กับเหล็กเอาไปทำค้อน แล้วค้อนกับไม้กับตะปูก็เอาไปสร้างเก้าอี้ และเก้าอี้ก็เอาไปใช้ในการสร้างตึกอีกที (มีหลายรูปแบบ แต่จะประมาณสองสามทอดแบบนี้)

Screenshot_2015-01-04-17-13-01

สำหรับวัตถุดิบที่ผลิตได้ก็จะถูกเก็บไว้ในตึกเก็บของเมือง (ต้องสร้างก่อนนะ และคนก็ไม่ชอบอยู่ใกล้เหมือนกัน) ตอนแรกๆจะจุได้ไม่กี่อย่าง แต่เล่นๆไปก็จะขยายพื้นที่ได้(ตามทรัพยากรและ level)

Screenshot_2015-01-04-16-20-02

ยิ่งเล่นๆไป ก็จะปลดล็อคสิ่งก่อสร้างใหม่ๆได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งผลิตวัตถุดิบได้หลากหลายตามไปด้วย

Screenshot_2015-01-04-16-20-21

โดยรวม เป็นเกมที่ขายความเจ๋งของไอเดียฉีกแนวไปจากชาวบ้าน

เนื่องจากไม่ต้องมีตัวละครอะไรให้จดจำ เลยมาเน้นที่มุมมองของเมืองที่หมุนได้ 360 องศาแถมบิดมุมมองให้เฉียงขึ้นลงได้ด้วย (บังคับง่ายแบบไม่ต้องสอนเลย ถือว่า ui ออกแบบมา friendly มาก)

ฉากและรายละเอียด เก็บได้สวย เช่นมีสภาพแสงเปลี่ยนตามเวลา มีกลางวันกลางคืน มีเปิดปิดไฟริมถนน แสงอาทิตย์สะท้อนคลื่น (งามทีเดียวเชียว)

ระบบการเล่น ค่อยๆปล่อยปัญหาออกมาทีละขั้นๆอย่างมีชั้นเชิง ทำให้ผู้เล่นทำความเข้าใจได้ง่ายและออกแบบให้การสร้างเมืองแบบลองผิดลองถูกเป็นไปได้ (ซึ่งในชีวิตจริงใครมันจะไปทุบตึกทิ้งเล่นแบบนี้ได้)

ข้อเสีย: ขนาดเกมใหญ่พอสมควร และคาดว่ายิ่งเล่นยิ่งต้องใช้เวลามาก (ในการฟาร์มของ) ถ้าใจไม่ถึงแต่เงินถึงคงอาจมีคนเสียตังค์กันบ้างล่ะครับ

สรุป: เป็นเกมที่น่าเล่นเกมนึงเลยล่ะ เอาไป 8.9/10

🙂

Book Review 2014

Tags

,

รับ tag มาจากน้องดิว @OnlyDevTwice ว่าด้วยเรื่องหนังสือที่อ่านในรอบปี
โดยรวมปีนี้ ผมหยิบหนังสือมาอ่านน้อยกว่าปีก่อนๆพอควรเพราะเทน้ำหนักไปที่หนังสือบางเล่มมากเป็นพิเศษ
ประกอบกับตอนกลางปีโหมกำลังสมาธิทั้งหมดไปทุ่มอยู่กับการปลุกปั้นเวบ thinkaboutgift.com
ดังนั้นเลยมีรายชื่อหนังสือเข้ามาผ่านตาแค่ดังรายการต่อไปนี้ครับ (ขออนุญาตไม่เรียงลำดับการอ่าน)

เล่มที่ 1. เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น by Malcolm Gladwell

นักเขียนท่านนี้มีสไตล์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ ผมเริ่มอ่านผลงานเขียนของ Malcolm เล่มแรกจากคำแนะนำของน้องเติ้ง (@sahasbhop) ในชื่อว่า Outliner (ปีก่อน) แล้วพบว่า วิธีการหาข้อมูลและวิเคราะห์ของนักเขียนคนนี้ไม่ธรรมดาในทั้งมุมมองและแนวการหา input ใหม่ๆ เหมาะสำหรับเติมมุมมองให้สมอง โดยส่วนตัวเล่มนี้ผมยังอ่านไม่จบ (เหลืออีกราวๆ 30%) เนื้อหาส่วนใหญ่ยกเหตุการณ์ทั่วไปที่คนมองข้าม แต่พอวิเคราะห์ไปที่ตัวบุคคลบางคนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นเป็นพิเศษ ข้อมูลที่ได้ก็ทำให้เราเห็นสิ่งที่ปกติเราไม่เห็นได้อีกเยอะเลย

ระดับความน่าอ่าน 8.8/10

2. aday เล่ม 169

ผมไม่ได้ซื้อ a day มานานหลายปีแล้ว (เล่มล่าสุดก่อนหน้า คือเล่มที่เอารูปจาก instagram มารวม – ซื้อเพราะแฟนบังคับ) เล่มนี้ก็ซื้อเพราะหัวข้อที่คิดว่าอาจจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้สึกอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ยกเว้นก็แต่ คอลัมน์ “ย้ำคิด ย้ำธรรม” ความยาวขนาดสองหน้ากระดาษ (เพจ 220-223) ที่คมและคุ้มจนรู้สึกว่าไม่เสียดายมูลค่าเงินไปที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ไป

ระดับความน่าอ่าน 5.0/10

 

3. Easy economics

เนื่องด้วยว่าเรียนมาในสายวิศวะ ที่สนใจแต่เรื่องทางเทคนิคมาตลอด ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เลยอ่อนหัดเสียจนอยากหาอะไรใส่หัวบ้าง หนังสือเล่มนี้ก็เลยดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะย่อยง่ายด้วยรูปและตัวอักษรแบบพอเหมาะ ทำให้เราเข้าใจโลกจากมุมมองของประเทศอเมริกา และระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น (ในปัจจุบันที่พิมพ์อเมริกายังคงเป็นประเทศมหาอำนาจอยู่)

ระดับความน่าอ่าน 7.4/10
4. Marketing Everything by รวิศ หาญอุตสาหะ

นี่เป็นหนังสือที่หยิบเรื่องรอบตัวมาวิเคราะห์แบบการตลาดด้วยแก่นที่ชัดเจนจนน่าขนลุก ย่อยง่าย และคมคาย
คุณค่าอัดแน่นทุกบท เป็นตัวคอยกระตุกให้คิดอย่างแยบคายในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆรอบตัว
บทที่ทรงพลังที่สุด คือบทสรุปสุดท้ายของเล่ม (ควรอ่านไล่ไปจากบทแรกจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก)

ระดับความน่าอ่าน 10/10

 

5. Mayo clinic: Guide to a Healthy Pregnancy

นี่คือหนังสือที่ถูกใช้เวลาในการอ่านเยอะที่สุดของปี (เพราะภรรยาผมตั้งครรภ์และคลอดในปีนี้) เป็นหนังสือที่ได้รับคำแนะนำมาจาก @juacompe สำหรับไว้อ่านเพื่อเตรียมสำหรับการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ว่าช่วงเดือนไหนจะมีอาการอะไร ต้องการกิน นอน ออกกำลังหรือดูแลยังไงเป็นพิเศษ เนื้อหาโดยรวมละเอียดกว่าหนังสือเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ทั่วไป(ภาษาไทย)มาก แต่จะอ่านยากกว่าเพราะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่โดยรวมทำให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงได้ละเอียดดี (หาซื้อยาก ผมเลยใช้วิธีสั่งจากร้าน ASIA Book เอา)

ระดับความน่าอ่าน 9.3/10

 

6. แนะนำวิธีเลี้ยงลูกแบบ Happy

เป็นวิธีการเลี้ยงลูกแบบชาวญี่ปุ่น ที่อธิบายถึงการพัฒนาการทางสังคมในช่วงวัยเด็กในมุมที่บ้านเราไม่ค่อยรู้กัน มีเป็น series 7 เล่ม ข้างในเป็นการเล่าเรื่องเด้วยการ์ตูนทำให้ย่อยง่ายมาก (เหมาะให้ญาติผู้ใหญ่ศึกษาอย่างมาก) และทำให้เข้าใจถึงความกดดัน/ความเครียดของคุณแม่ในช่วงเลี้ยงลูกได้ชัดเจน พร้อมทั้งวิธีป้องกันปัญหาที่น่าสนใจ

ระดับความน่าอ่าน 9.5/10

 

7. ลูกฉลาดได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ – นพ. ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร

หนังสือเล่มนี้รวบรวมข้อมูลเชิงการแพทย์มาอธิบายแบบเข้าใจง่าย เพื่อลบความเข้าใจผิดของการเจริญเติบโตของทารกเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ก่อนที่จะคลอด เพื่อให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าแต่ละเดือนเด็กจะมีอวัยวะส่วนไหนพร้อม เสียงดนตรีแบบไหนกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้ดี เริ่มต้นที่ช่วงเดือนไหน และควรดูแลสุขภาพและอารมณ์ของคุณแม่อย่างไร

ระดับความน่าอ่าน 8.4/10

 

8. เปลี่ยนแปลง by ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์

หนังสือที่ว่าด้วยการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยวิธีคิดที่ซัดตรงเข้ากลางประเด็น ตัวอย่างที่ชัดเจน และแนวคิดที่ทรงพลังในการหาทางออกด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ต่อตลาดและสังคม มุ่งแก้ปัญหาที่ตนเองเพื่อยกระดับให้สูงขึ้นด้วยปัญญา เนื้อหาแต่ละบทสั้น กระชับ ได้ใจความ และนำไปคิดต่อยอดได้

ระดับความน่าอ่าน 10/10

 

9. วิธีปั่นหัวคนด้วยสถิติ by Darrell Huff

หนังสือเล่มนี้ช่วยให้ข้อมูลเชิงสถิติที่ทำลายกรอบความคิดเรื่องสถิติที่เราถูกปลูกฝังตอนเรียนในวัยเยาว์ จนทำให้มองทะลุตัวเลขหลอกๆในสังคมปัจจุบันที่มีปริมาณมหาศาลจนทำให้เราพลาดข้อมูลสำคัญไปง่ายๆ เนื้อหาย่อยมากจนน่ากลัว (ทั้งวิธีการและข้อมูลที่การตลาดใช้กันอยู่ในปัจจุบัน) โดยรวมเนื้อหาไม่เยอะมาก อ่านแป๊บเดียวจบและเอาใช้ต่อได้ง่าย

ระดับความน่าอ่าน 7.8/10

 

10. The Tipping Point by Malcolm Gladwell

เล่มนี้ว่าด้วยเรื่องสาเหตุของการทำให้เรื่องดังๆกระจายตัวออกไปได้รวดเร็วยิ่งกว่าการระบาดของโรคระบาด อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เรื่องแพร่กระจาย ตัวคนแบบไหน ลักษณะข้อมูลแบบไหน และวิธีการ เวลา รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเล็กน้อยจะส่งผลบวกหรือลบต่อการกระจายข่าวได้มากกว่าปกติอย่างไร Malcolm รวบรวมและเอามาวิเคราะห์ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ในมุมที่มองเห็นได้ยากด้วยสายตาคนธรรมดาทั่วไป

ระดับความน่าอ่าน 9.2/10

 
11. All you need is kill

นวนิยายของชาวญี่ปุ่นที่ถูกซื้อไปดัดแปลงในแบบของ Hollywood ในชื่อของ Edge of tomorrow ที่ ทอม ครูส นำแสดง สำหรับหนังสือที่เห็นนี้เป็น version การ์ตูนสองเล่มจบ เนื้อหาตามต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นซึ่งไม่เหมือนในหนัง (แต่โดยส่วนตัวดูแล้วชอบภาคดัดแปลงมากกว่านิดหน่อย) ลายเส้นวาดโดยนักเขียน Takeshi Obata เจ้าของผลงานภาพ ฮิคารุ เซียนโกะ, Death note และ Bakuman เป็นการ์ตูนไว้อ่านเล่นพอใช้ได้

ระดับความน่าอ่าน (เล่มแรก 9.0/10, เล่มสอง 8.1/10)

 

 

12. ความความคิดเจ้าสัว ธนินท์ เจียรวนนท์

วิธีบริหารของผู้สร้างเครือซีพีที่เน้นประสิทธิภาพผสมกับธรรมาภิบาล หลักการบริหาร วิสัยทัศน์และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงคุณภาพ การทำงานเป็นทีม การวางระบบและแผนงาน รวมทั้งการนำแนวคิดการบริหารแบบตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน

ระดับความน่าอ่าน (7.9/10)

 

13. เจ้าสัวเฉลียว อยู่วิทยา

ประวัติการเกิดและเติบโตของกระทิงแดงตั้งแต่เริ่มยันผงาดทั่วโลก ปัญหาและวิธีแก้ปัญหาแบบนำสมัยของผู้ก่อตั้ง และความฝันที่ทำให้เครื่องดื่มกระทิงแดงเติบโตไม่เหมือนเครื่องดื่มอื่นๆในตลาด

ระดับความน่าอ่าน (6.4/10)

 

14. จอมกระบี่สายฟ้าฟานอวิ๋น

ภาคเริ่มต้นของสุดยอดนวนิยายกำลังภายในของหวงอี้ “เทพมารสะท้านภพ”
เวอร์ชั่นการ์ตูนที่ทำให้อ่านแล้วจินตนาการได้ง่ายกว่าเวอร์ชั่นนิยาย ถือเป็นสามเล่มที่พีคมากเพราะโชว์ความเด่นของตัวละครหลักได้กลมกล่อมและดุเดือดยิ่ง

ระดับความน่าอ่าน (9.4/10)

 

15. มังกรคู่สู้สิบทิศ (ภาคสอง เล่ม 6)

เล่มย่อยของสุดยอดนิยายสายบู้ของหวงอี้ที่หยิบมาอ่านคั่นเวลา เป็นช่วงเวลาครึ่งหลังของนิยายที่โค่วจง และฉีจื่อหลิงเริ่มเปิดศึกกับหลี่ซื่อหมิน โดยส่วนตัวความดุเดือดเร้าใจด้อยกว่าช่วงครึ่งแรกที่ตัวเอกฝีมือยังด้อยและพัฒนาตัวเองอยู่พอสมควร แต่อ่านเล่นแก้เบื่อได้ไม่ยาก

ระดับความน่าอ่าน (8.2/10)

ฝึกความคิดตัวเอง

Tags

, ,

จดบันทึกผลวิเคราะห์ไว้ดูเล่น

งานประจำ
– Todo list
– ทำสิ่งที่เสร็จเร็วและง่ายก่อน (อย่าใช้เวลาเยอะ)
– focus and clear

งานแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
– ข้อมูลจริง สำคัญที่สุดในการเลือกตัดสินใจแก้ปัญหา
– การเก็บข้อมูลอย่างเป็นระเบียบช่วยลดปัญหาได้บ้าง (แต่ไม่มาก)
– การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญช่วยได้มาก
– ปัญหาบางอย่างป้องกันพอได้ ถ้าคิดเผื่อไว้ก่อน list คำถามแล้วถามแต่เนิ่นๆ

งานเก็บรายละเอียด
– วิธีการบันทึกแบบภาพ
– ซักพักก็ลืมอยู่ดี แต่ทำยังไงก็ได้ให้จำได้ว่าทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้น
– แบ่งกันจำ แชร์ memory ร่วมกันกับทีมช่วยได้มาก
– สร้างวัฒนธรรมการช่วยกันเตือน มากกว่ากูบอกมึงแล้ว!

งานที่ใช้ไอเดียสร้างสรรค์
– สภาวะ flow: ลด notification
– สิ่งแวดล้อม: โล่ง มีการเคลื่อนไหว
– new input: หลากหลาย
– ทำงานประเภทนี้ก่อนงาน routines !!
– การมี conclict ในสถาพแวดล้อมจะช่วยทำให้ไอเดียคมมากกว่าไม่มีเลย

 

The next world of my son

Tags

, , ,

แด่ ลูกชายตัวน้อยๆที่กำลังจะมาถึง

พ่อมีเรื่องเล็กๆที่อยากจดบันทึกไว้
เผื่อว่าวันหนึ่งลูกโตขึ้น แล้วต้องการข้อมูลในอดีค
ลูกจะยังพอหาได้บ้างว่าสิ่งที่เคยเกิด เป็นอยู่ และเปลี่ยนไป
ของยุคสมัยที่แตกต่างกันของพ่อและลูกต่างกันตรงไหน
และมันก็อาจจะเป็นข้อมูลเล็กๆให้ลูกรู้ว่า ลูกจะจัดการกับผู้คนที่เกิดและเติบโตมาในช่วงชีวิต
และวัฒนธรรมที่แตกต่างกันค่อนข้างมากได้อย่างไร

พ่อหวังว่านะ..

5474031152_a4da9c2bba_z

พ่อเกิดมาในประเทศไทย ยุคที่โลกยังหมุนค่อนข้างช้า
ยุคที่หนังสือยังเป็นสื่อหมายเลขหนึ่งในการศึกษา
โทรทัศน์จอสี และโทรศัพท์บ้านเป็นมาตรฐานที่จับต้องได้ในบ้านคนทั่วไป

ยุคที่พ่อกำลังศึกษาเล่าเรียนเป็นช่วงเทคโนโลยีเริ่มเปลี่ยนผ่าน
จากโทรศัพท์บ้าน ไปยังเพจเจอร์(อุปกรณ์สื่อสาร one way แบบ text only)
และข้ามไปยังโทรศัพท์มือถือในราคาที่จับต้องได้ของคนหมู่มาก

 

คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามาสู่สังคมในวงกว้าง

4404293469_c85e0bb9f8_z

จาก Computer PC ขนาดเล็กๆ ในตระกูล x86 ไม่กี่สิบ Hz ในช่วงพ่อเรียนมัธยม
กระโดดมาหลาย Hz ในช่วงมหาวิทยาลัย กลายเป็น 1-2 GHz ในช่วงพ่อเริ่มทำงาน
และกลายเป็น CPU หลาย core จนถึงปีที่พ่อเขียน(2014) 2-4 core เหมือนจะเป็นเครื่องสามัญธรรมดาไปแล้ว (ในขณะที่ปีนี้มือถือก็มีถึง 8 core ไปเรียบร้อย)

5767427108_10dab9c24d

ระบบปฏิบัติการในยุคแรกที่เห็น ก็คือ MS-Dos 6.22 ใส่มาในแผ่น Floppy disk ขนาด 5 นิ้ว
เวลาเปิดเครื่องใส่แผ่น boot เข้าไปก่อน พอโหลดเสร็จจนขึ้น command line แล้วค่อยเปลี่ยนแผ่น
เอา program โหลดเข้า memory เพื่อใช้งาน

แน่นอนว่าตอนนั้นยังไม่มีเมาส์ มีแต่ keyboard ที่พิมพ์สั่งงานเป็น command line ล้วน
พื้นที่ memory ในเครื่องที่ใช้ทำงานได้จริงมีขนาดแค่ 640 KB ซึ่งสมัยนั้นก็มากพอจะสร้างสรรค์เกมเท่ๆได้ไม่น้อย ที่เล่น จะมี prince of persia, simcity, mega man (สองเกมส์หลังทำให้พ่อหัดเรียนรู้เลขฐาน 16 เพื่อหาทางแก้ค่าพลังเงินใน save files) Tools จัดการไฟล์แบบ ui ตอนนั้นที่จำได้คือ PCtool และที่ระบาดหนักคือไวรัส diehard

2705997695_6beb7ef77f_z

ต่อมาช่วงมัธยเริ่มมี windows 3.11 เข้ามา และกลายเป็น windows 95 ในช่วงมัธยมปลาย เมาส์เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น Microsoft word, Microsoft powerpoint และ Adobe Photoshop, Paintshop Pro เริ่มกลายเป็นโปรแกรมสำคัญในการใช้งานของเด็กๆ แถมด้วย ACDSee กับ WinAMP ในยุคที่ของเถื่อนระบาด แล้วโลกก็เริ่มหมุนไปในทาง graphical user interface อย่างเต็มกำลัง

มาถึงปัจจุบัน (2014) Microsoft Windows หมุนต่อเนื่องจาก
3.11 -> 95 -> 98 -> Me -> XP -> Vista -> 7 -> 8 -> 10
โดยรวมไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ Apple Mac OS ก็ทำตัว sexy มากขึ้นเรื่อยๆจนเริ่มกินตลาดอย่างชัดเจน
ส่วน OS สายอื่นๆ เช่น Linux, ubuntu ก็แตกสายย่อยไปอยู่กับ server เป็นส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ทั่วไปโดยตรง แต่กลายเป็นระบบหลักในการให้บริการ services อยู่เบื้องหลังแทน

4021444_a65332c5b4_z

ในส่วนอินเตอร์เน็ตและความเร็วในบ้านเราก็เริ่มต้นขึ้นในช่วงประมาณปี 1997-2000
ด้วย modem แบบการ์ด PCI ความเร็วประมาณ 33.6 kbit/s ที่ต่อผ่านโทรศัพท์บ้านและมีเสีงอี๋แอ๋ๆ (ตามหาฟังเอาในเน็ตละลูก พ่อว่าอนาคตมันอาจจะกลายเป็นของโคตรคลาสสิกไป) ยุคนั้นความเร็วไม่สูงเพราะใช้วิธีแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อคส่งไปทางสายโทรศัพท์แบบตรงๆ พอมีโทรศัพท์จริงๆเข้ามันจะหลุดเพราะสัญญาณมันกวนกัน (ทำให้คนใช้เน็ตจะด่าว่าโทรมาทำไมช่วงนั้น และต้องโทรใหม่ เสียตังค์อีกรอบ) หลังจากยุคนั้นซัก 4-5 ปี เทคโนโลยี ADSL ก็เริ่มเข้าสู่บ้านเรา (ถ้าจำไม่ผิดผู้นำช่วงนั้นน่าจะเป็น TRUE) แล้วอะไรๆก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะวัดกันได้จากความเร็วในการกระจายตัวของการโหลดเพลง/หนังเถื่อนกันเลยทีเดียว ซึ่งความโหดร้ายของยุคนี้คือทำลายวงการเทปกับซีดีเพลงบ้านเราให้เปลี่ยนไปเลย แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ content สายใหม่ๆที่คนเข้าถึงและสร้างได้ง่ายขึ้น เช่น webboard, youtube และ blog แต่ภายหลังการมาถึงของ social networks ชื่อ facebook ก็มาทำลาย community พวก webboard และ website ไปอีกรอบ เพราะเล่นรวบเอาทุกอย่างที่คนสนใจมา เช่น photos (ทำให้เว็บฝากรูปบางอันเจ๊งไป เช่น multiply)

 

ความเปลี่ยนแปลงในฝั่งโทรศัพท์มือถือ

4828740096_8c81c94736_z

ก็เริ่มต้นจากโทรศัพท์ขนาดใหญ่ที่ใช้แค่โทรแบบส่งเสียงอนาล็อค ก็มาเป็นส่งข้อมูลแบบดิจิตอล
ขนาดเริ่มเล็กลง ลดขนาดเสาสัญญาณให้เล็กลง มีฝาพับ มีปุ่มกด เริ่มมีดีไซน์แบบสไลด์คีย์บอร์ด
และหน้าตาที่แตกต่างกันหลากหลาย ในช่วงต้นของยุคนั้น motolora กับ nokia เป็นผู้นำในตลาด
แต่ปัจจุบัน-ปี 2014 nokia โดนซื้อโดย Microsoft และพ่ายแพ้ไปกับการพยายามทำมือถือภายใต้ปีกของ Windows (phone) เพราะโดน Android จาก Google และ iOS จาก Apple (ซึ่งมาใหม่ในปี 2007,2008) ตีกินตลาดเรียบ ส่วน Motolora ก็โดน Google ซื้อและขายทิ้งไปเรียบร้อย

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ของมือถือนอกจากเปลี่ยนจากจอขาวดำมาเป็นจอสี ที่พ่อนึกออกมีอยู่ 4 อย่าง

1. จากเทคโนโลยี WAP (ที่โหมโปรโมตว่าจะเกิดแต่ดันตาย) มาเป็น full internet เต็มรูปแบบบนโมบาย ส่งผลข้างเคียงไปยังวงการออกแบบและพัฒนาเว็บให้เกิด การออกแบบที่ยืดหยุ่นต่อหน้าจอหลายขนาด (Responsive design) และการมาถึงของ HTML5 ที่เป็น standard ใหม่ของเทคโนโลยีเว็บที่มือถือรุ่นใหม่ส่วนใหญ่รองรับ ทำให้เทคโนโลยี flash animation จาก Adobe ถูกทิ้งเพราะความสามารถที่ทดแทนกันได้และความเป็นมาตรฐาน (และการชี้นำของ Steve Jobs CEO ของ Apple)

 

2. เทรนการตัดปุ่ม mechanic ทิ้งแล้วใช้พื้นที่เกือบทั้งหมดของมือถือเป็นหน้าจอ และนี่ส่งผลให้หน้าตามือถือยุคนี้ดูเหมือนกันไปซะหมด แต่ก็แลกมากับขนาดในการแสดงผลที่มากขึ้นกว่ายุคก่อนหลายเท่า

351867946_8b50180591_o

3. ตลาดของแอพลิเคชั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน จากยุคแรกที่มือถือทำได้แค่ใช้งานตามฟังก์ชั่นที่ผู้ผลิตทำให้ใช้ กลายเป็นเปิดให้นักพัฒนาจากทั่วโลกสามารถเขียนโปรแกรมและส่งมาขายในระบบตลาดกลางได้ (Apple เป็นผู้นำในด้านนี้ และก็ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตลาด software บนมือถือเกิด เพราะง่ายในการซื้อและใช้งานมากจนทุกเจ้าต้องรีบทำระบบ market ตามมา)

 

4. sensor ร้อยแปด จากเดิมที่มือถือทำอะไรนอกจากโทรไม่ค่อยจะได้ มาถึงปัจจุบัน (2014) เรามีกล้องถ่ายรูป ตัววัดระยะห่าง วัดความกดอากาศ วัดการแกว่ง จับลายนิ้วมือ ความเร่งในการตก gyro การเต้นหัวใจ GPS wifi bluetooth NFC ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้มือถือทำได้เยอะกว่า PC มากจนเกิดการต่อยอดที่หลากหลาย เช่น บางคนทำเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด ทำรีโมตทีวี และหลอดไฟในบ้าน และที่รูดบัตรเครดิต ฯลฯ

13762771054_faef6368a4_z

 

พ่อไม่รู้ว่าโลกในอีกซัก 12 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไปอีกมากแค่ไหน
พ่อเองก็ไม่เคยมีลูกมาก่อน
และก็ไม่รู้ว่าลูกจะโตออกไปแบบไหนในโลกที่เปลี่ยนไปเร็วขนาดนี้

แต่พ่อเชื่อว่าลูกจะได้อยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเร็วกว่าที่พ่อพิมพ์ไว้มาก
ลูกน่าจะได้ลองเล่นกับหุ่นยนต์แบบที่พ่อเคยเห็นในหนัง
ลูกจะได้รับการศึกษาแบบใหม่ๆ ที่ไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือเหมือนยุคพ่ออีกต่อไป
ซึ่งจะมีมากมายมหาศาลทั้งในด้านปริมาณ และความลึกของเนื้อหา

พ่ออาจเดาไม่ออกว่าในอนาคต อาชีพที่เหมาะสมของลูกจะเป็นอะไรได้บ้าง
ถึงตอนนั้นลูกอาจเขียนโปรแกรมด้วยการเรียงแบคทีเรียในหน่วยความจำของหุ่นยนต์กันแล้ว
หรือแนวคิดการเขียนโปรแกรมอาจย้ายไป paradigm ใหม่ที่หลุดพ้นจาก objective-oriented แบบที่พ่อเคยเรียนไปยังแบบที่เรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งของและ function จากสิ่งที่ sensor จับต้องได้กันแล้ว

9754012931_b19806b32c_z

พ่อเชื่อว่ามันคงมีอะไรสนุกๆอีกเยอะเลย

และยังเชื่อว่า

ลูกจะยังคงอิ่มเอมกับบรรยากาศ ดนตรี และศิลปะเหมือนพ่อ
แม้จะไม่ใช่รสนิยมแบบเดียวกันแต่มันก็ทำให้จิตใจสงบและมีความอ่อนโยนของมนุษย์ที่เทคโนโลยียังไม่มี

ขอให้สนุกกับชีวิตในยุคหน้า
🙂

@windygallery

15 My Best Movies (2014)

Tags

,

น้อง Na Bovornchaicharn แท็กมาก็เลยนั่งคิดว่า จดบันทึกไว้ก็ดีเหมือนกัน
วันไหนอารมณ์หล่นหายจะได้ย้อนกลับไปหาหนังมาเติมอารมณ์ให้ตัวเอง 🙂

เริ่มกันที่หนังเรื่องแรก

MV5BMTU3Mzc3MjE3N15BMl5BanBnXkFtZTYwMzY0MTg4._V1_SY317_CR10,0,214,317_AL_

1. Romeo + Juliet (1996)
Director: Baz Luhrmann
Stars: Leonardo DiCaprio, Claire Danes
เป็นหนังเรื่องแรกที่พี่สาวพาเข้าไปดูเพื่อให้อินเทรน ก่อนนั้นแอบไปดูคนเดียว และเป็นจุดเริ่มต้นให้สนใจเพลงต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งหลงใหลสาว Claire ไปอีกพักใหญ่ๆ

MV5BMjQzODQyMzk2Nl5BMl5BanBnXkFtZTcwNTg4MjQ3OA@@._V1_SX214_AL_

2. Jurassic Park (1993)
Director: Steven Spielberg
เป็นหนังที่ดูซ้ำรอบน่าจะเยอะที่สุดแล้ว (ตอนเด็กชอบ ดูบ่อยเกิ๊น) และก็ทำให้เกิดความสงสัยในศาสนาคริสต์ที่ว่าพระเจ้าสร้างโลกแต่ไม่เห็นพูดถึงไดโนเสาร์เลย แต่โดยรวมเป็นหนังที่กระตุ้นจินตนาการได้เยอะมาก และก็ทำให้กล้าหยิบหนังสือเล่มหนาเป็นนิ้วมานั่งอ่านได้จริงจัง

MV5BMjExNzM0NDM0N15BMl5BanBnXkFtZTcwMzkxOTUwNw@@._V1_SY317_CR0,0,214,317_AL_

3. Titanic (1997)
Director: James Cameron
Stars: Leonardo DiCaprio, Kate Winslet, Billy Zane
คงเป็นหนังรักเดียวที่สร้างกระแสยาวนานข้ามปี และทำให้เพลงประกอบหนังหลอกหลอนไปเป็นปี ส่วนตัวชอบมุมกล้อง ภาพและอารมณ์ของหนังมาก อ่อ ฉากมือแปะกระจกก็น่าจดจำดี 😛

MV5BMTkzOTkwNTI4N15BMl5BanBnXkFtZTYwMDIzNzI5._V1_SY317_CR6,0,214,317_AL_

4. The Fifth Element (1997)
Director: Luc Besson
Stars: Bruce Willis, Milla Jovovich, Gary Oldman
เป็นหนังไซไฟที่จำอะไรไม่ค่อยได้มาก นอกจากแท็กซี่ลอยฟ้า กระดาษดิจิตอล ฉากโอเปร่าสุดแปลกตา และประโยคเด็ดที่ทำให้จำมาจนโตคือ “แพ้ไม่ได้ทำให้ตาย แต่ทำให้แกร่งขึ้น”
อ่อ เพิ่งสังเกตทีหลังว่าเด็กน้อยในเรื่องก็คือสาวมิลล่าในวัยเอ๊าะก่อนจะมาเป็นสุดยอดสาวแกร่งใน Resident Evil นี่เอง

 

MV5BMTY4ODM0OTc2M15BMl5BanBnXkFtZTcwNzE0MTk3OA@@._V1_SX214_AL_

5. Die Hard (1988)
Director: John McTiernan
Stars: Bruce Willis
เป็นหนังที่รู้สึกว่าตั้งชื่อได้เหมาะกับพระเอกที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมด
และก็เริ่มบูซ วิลลิสตั้งแต่นั้นมา..

MV5BMTg5NzUwMDU5NF5BMl5BanBnXkFtZTcwMjk2MDA4Mg@@._V1_SY317_CR18,0,214,317_AL_

6. Terminator 2: Judgment Day (1991)
Director: James Cameron
Stars: Arnold Schwarzenegger
อีกหนึ่งที่ทำให้เกิดจินตนาการและเริ่มสนใจในเรื่องหุ่นยนต์และคอมพิวเตอร์
เรื่องนี้ก็ทำให้อาโนลด์กลายเป็นมาหนึ่งในดาราที่น่าจับตามอง(ในสมัยนั้น)
แม้ว่าลุงแกจะเล่นแข็งๆเป็นหุ่นยนต์ก็เถอะ (จะมีใครเหมาะกว่าแกเป็นไม่มี)

 

MV5BMTY5MjM4NjIxOF5BMl5BanBnXkFtZTcwNDg5NzU2OQ@@._V1_SX214_AL_

7. Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000)
Director: Ang Lee
Stars: Yun-Fat Chow, Michelle Yeoh, Ziyi Zhang
หนังหนึ่งเดียวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เบียดหนังจากฮอลลีวู้ดได้ทั้งหมด เป็นหนังที่บทแข็งแรงและตัวแสดงเหมาะมากจนทำให้ออกตามหาภาคการ์ตูนมาอ่านต่อ ถือเป็นหนังที่ชอบที่สุดนับตั้งแต่ดูหนังมาจนถึงเรียนจบป.ตรีในแง่ความสมบูรณ์ของหนัง

 

MV5BMTU3MzcxOTAzNF5BMl5BanBnXkFtZTcwNjM5MzE2MQ@@._V1_SY300_CR43,0,214,300_AL_

8. My Sassy Girl (2001)
Director: Jae-young Kwak
Stars: Tae-hyun Cha, Gianna Jun, In-mun Kim
หนังเรื่องเดียวจากเกาหลีที่แหวกทุกแนวขึ้นมาขย่มชาร์ตด้วยความฮา ความหวาน และความมีเสน่ห์ของสาวเจ้า เล่นเอาหนุ่มๆหลงกันทั้งคณะเลยช่วงนั้น และก็เป็นตัวจุดกระแสให้เริ่มมาสนใจเพลงเกาหลีในยุคแรกๆ ลามไป BoA และยาวมาจนถึงปัจจุบัน

MV5BMTc1NDI5NzQyNF5BMl5BanBnXkFtZTYwMjc4NTE5._V1_SY317_CR0,0,214,317_AL_

9. Minority Report (2002)
Director: Steven Spielberg
Stars: Tom Cruise, Colin Farrell, Samantha Morton
หนังไซไฟแห่งอนาคต ที่เกือบทำให้เปลี่ยน project ตอนปีสี่ไปทำ motion control (ดีนะที่ตอนนั้นเพื่อนแจ็คเบรคไว้ ไม่งั้นอาจไม่จบได้)

MV5BMTkyNjc4NTQzOV5BMl5BanBnXkFtZTcwNDYzMTQyMQ@@._V1_SY317_CR0,0,214,317_AL_

10. The Matrix Revolutions (2003)
Directors: Andy Wachowski
Stars: Keanu Reeves, Laurence Fishburne, Carrie-Anne Moss
เป็นหนังที่ใช้ฝึกภาษาอังกฤษที่ไม่ดีเลย(เพราะบทพูดน้อยและปรัชญามากไปใช้ในชีวิตยาก) แต่ก็ดูวนรอบเยอะสุดๆ และกลายเป็นหนังของเหล่าโปรแกรมเมอร์ไปได้ยังไงก็ไม่รู้

MV5BMjExMDY1MTI5MF5BMl5BanBnXkFtZTcwNDE2NTQzMw@@._V1_SX214_AL_

11. Mission: Impossible III (2006)
Director: J.J. Abrams
Stars: Tom Cruise
จริงๆถ้าเรื่องภาพอย่างเดียวชอบแอคชั่นสโลโมชั่นของภาคสองมากกว่า แต่ถ้าดูภาพรวมของหนังแล้ว ภาคสามนี่แหล่ะจัดวางบทและอารมณ์ของหนังไว้เข้มข้นและลงตัวที่สุด (ภาคหนึ่งมันดูเก่าไปหน่อยแม้บทจะคมมากๆก็เถอะ)

MV5BMTM5MjI4NDExNF5BMl5BanBnXkFtZTcwMDM1MjMzMQ@@._V1_SX214_AL_

12. Casino Royale (2006)
Director: Martin Campbell
Stars: Daniel Craig, Eva Green, Judi Dench
แม้จะติดตามซีรีย์ 007 มาไม่นาน แต่พอเห็นพระเอกคนใหม่ที่โคตรไม่หล่อเลย และผู้คนปรามาสไว้มากมาย ก็แอบคิดในใจลึกๆว่าตกลงจะทำลายซีรีย์นี้ทิ้งจริงๆเหรอ แล้วหลังดูหนังจบ ก็กลายเป็นเสียงชื่นชมมหาศาลทั้งผู้กำกับที่โคตรใจถึงและความสามารถอันเป็นที่ยอมรับว่า เดเนียล เครก เหมาะสมกับบท 007 ในยุคนี้ที่สุดจริงๆ

MV5BMTQ5NjQ0NDI3NF5BMl5BanBnXkFtZTcwNDI0MjEzMw@@._V1_SX214_AL_

13. The Pursuit of Happyness (2006)
Director: Gabriele Muccino
Stars: Will Smith, Thandie Newton, Jaden Smith
ผมชอบวิล สมิธมาตั้งแต่ตอนไหนไม่แน่ใจ (น่าจะ Armageddon, i-Robot และ Hitch)
แต่เรื่องนี้กลับชนะทุกเรื่องไปด้วยความเข้มข้นของบทจริงๆ

MV5BMTMxNTMwODM0NF5BMl5BanBnXkFtZTcwODAyMTk2Mw@@._V1_SY317_CR0,0,214,317_AL_

14. The Dark Knight (2008)
Director: Christopher Nolan
Stars: Christian Bale, Heath Ledger, Aaron Eckhart
เต็งหนึ่งในทุกการจัดอันดับหนังของฝั่งฮอลลีวู้ดในแง่ของบท หนังแสดง นักแสดง และความชอบ (ถ้าจะแพ้ก็มีแค่เพลงประกอบหนังที่ต้องยกให้ Man of Steel) หนังเรื่องนี้สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการภาพยนตร์หลายอย่างทั้งความละเอียดในงานสร้าง และแนวคิดการถ่ายทำจริงมากกว่าการสร้างภาพซีจี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพิธีพิถันของทีมงาน และนั่นก็ทำให้ผลงานหนังเรื่องนี้ครองใจผมด้วยเช่นกัน

MV5BMjAxMzY3NjcxNF5BMl5BanBnXkFtZTcwNTI5OTM0Mw@@._V1_SX214_AL_

15. Inception (2010)
Director: Christopher Nolan
Stars: Leonardo DiCaprio
จากดาราของหนังเรื่องแรกที่ชอบ มาหนังเรื่องสุดท้ายก็ยังเป็นนักแสดงคนเดียวกัน ความเท่ของหนังมาจากบทที่มีความแปลกใหม่ของจินตนาการสูงประกอบกับวิธีเล่าเรื่องที่ทำให้ต้องจดจำจนยากที่จะลืมเนื้อหาไปจากหัวตามสไตล์ของโนแลน

🙂

#นี่ตัดใจเขี่ยหนังออกเยอะมากกก #fast3 #manofsteel ยังร่วงนะเนี่ย