Tags

, ,

เพิ่งมีโอกาสได้นั่งชมงาน WWDC 2014 สดๆกับคนอื่นเค้าบ้าง (เพราะมีงานต้องทำยามดึก)

รู้สึกว่ามีไอเดียหลายๆอย่างที่เกิดข้นระหว่างและหลังชมงานที่คิดว่าน่าบันทึกเก็บไว้ เพื่อเอาเตือนตัวเองและเผื่อเป็นประโยชน์ในการกลับมาวิเคราะห์วิธีคิดและการทำงานของแอปเปิ้ล

wwdc

อธิบายเพิ่มเติมก่อนสำหรับคนทั่วไป งาน WWDC ย่อมาจาก Apple Worldwide Developers Conference เป็นงานสัมมนาประจำปีของบริษัทแอปเปิ้ลที่จัดขึ้นเพื่อ “โชว์ของ” ให้กับบรรดานักพัฒนา โดยมากจะเป็นการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ๆของแอปเปิ้ลเลือกสรรจะนำมาใช้กับผลิตภัณท์ของแอปเปิ้ล ซึ่งจะส่งผลโดยตรงกับนักพัฒนาที่เขียนโปรแกรมอยู่บนสินค้าเหล่านั้น

เพื่อให้เห็นภาพ ผมขอยกตัวอย่างผลงานของแอปเปิ้ลซักหลายตัว (ไม่ได้เรียงตามลำดับของการนำเสนอในงานนะครับ)

อย่างแรก: การโต้ตอบผ่านระบบ Notifications

WWDC2014-notification

เราคงเคยได้รับข้อความ LINE, เพื่อนคอมเมนต์คุยกันบน facebook ขณะที่เราอยู่หน้านอกแอพ ขั้นตอนปกติที่เราคุ้นเคยก็คือ การกด notification เพื่อเข้าไปในแอพแล้วจึงเริ่มการสื่อสารตอบ แต่แอปเปิ้ลมองว่านี่คือขั้นตอนที่เสียเวลาและเกิดขึ้นบ่อย สิ่งที่เขาทำก็คือ ทำให้คนตอบสนองจากนอกแอพได้ทันทีเลย

จากเดิมที่ระบบ push ของแอปเปิ้ลแยกขาดจากแอพและอนุญาตให้ทำหน้าที่ได้แค่กระตุ้นให้คนรับรู้ว่ามีข้อความ กลายเป็นการอนุญาตให้แอพเพิ่มความสามารถออกมานอกแอพได้มากขึ้น (เหมือนที่ Android เป็น) ดูเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีและเกิดการแข่งขันกันมากขึ้น (แต่ Apple ทำออกได้งามและน่าใช้กว่าใครๆ)

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจเล็กๆเกี่ยวกับการนำรูปมาใส่อีเมล์ ระบบเดาคำ (อันนี้ไม่ใหม่ เพราะ Blackberry ก็ทำมาแล้วแต่ไม่ดังเท่า), การอนุญาตให้คนนอกพัฒนาคีย์บอร์ด (Android มีนานแล้ว), และการส่งข้อมูลเสียงพูด (ฟังก์ชั่นเหมือน LINE แต่การใช้งานดูเหมือนง่ายกว่า)

typing

voice

การซิงค์ระบบการโทรศัพท์เข้ากับเครื่อง Mac

WWDC2014-MacPhone

เดิมเราแยกโทรศัพท์กับเครื่องคอมออกจากกันเพื่อการทำงานคนละอย่าง แต่แอปเปิ้ลทำให้ขอบเขตตรงนั้นมันบางลง ก็ในเมื่อปัจจุบันอุปกรณ์ทั้งสองอย่างมีทั้งไมค์และลำโพงเหมือนกัน ดังนั้นเราก็ควรจะใช้งานมันแทนกันได้ในโอกาสที่เราต้องการ

แนวคิดนี้สะท้อนออกมาชัดในแง่มุมที่ Apple ต้องการสร้างรูปแบบการใช้งานแบบที่ไม่อิงกับตัวอุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นนึง แต่อิงกับ platform เป็นสำคัญ ความเข้ากันได้ระหว่าง hardware และ software ของ Apple คือจุดแข็งที่ Google และ Microsoft ไม่มี (สองค่ายนั้นเด่นที่ Software และไปอิง hardware กับค่ายอื่นค่อนข้างมาก) เมื่อคนเริ่มใช้งานและชินกับความสามารถของ platform แล้วในระยะยาว การคิดย้าย/เปลี่ยน platform จะเป็นไปได้ยากมาก (ลองนึกภาพคนที่ลงทุนซื้อแอพกับหนังไปซักหลายหมื่นบาท แล้วถ้าย้ายไป platform ใหม่ที่ต้องเสียเงินอีกรอบ จะมีกี่คนยอมทิ้งข้อมูลเก่าของตัวเองไปกัน)

family-

Family Sharing

Apple อนุญาตให้สมาชิกในครอบครัวสามารถใช้งานและแชร์ข้อมูลกันง่ายขึ้นผ่านระบบของตัวเอง โดยมองว่าการใช้งานข้อมูลหลายอย่างภายในครอบครัวจะมีข้อมูลร่วมอยู่หลายอย่าง เช่น ตารางปฏิทินของพ่อแม่ หนังสือ หนัง และรวมไปถึงแอพพลิเคชั่นต่างๆที่คนในครอบครัวใช้

family-sharing

family-request

family-share

แนวคิดนี่สะท้อนให้เห็นว่า Apple เริ่มจริงจังมากขึ้นในการขยายกลุ่มลูกค้า โดยเจาะกลุ่มในระดับครอบครัว ซึ่งปกติเด็กจะไม่มีรายได้มากพอจะใช้จ่ายหรือซื้ออะไรมากมายเท่าพ่อแม่ การรวบข้อมูลเหล่านั้นมาให้ผู้ปกครองตัดสินใจก็เป็นการทำให้ผู้ปกครองรู้สึกว่า ควบคุมลูกหลานได้ทางอ้อม และอีกนัยนึงยังอาจช่วยเพิ่มการซื้อมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเกม หนัง หรือหนังสือ จากความต้องการของกลุ่มเด็กๆที่อยู่ในครอบครัวอีกด้วย

HealthKit

healthkit

ในช่วงปีที่ผ่านมา เราเริ่มได้ข่าวอุปกรณ์ wearable devices มากขึ้นๆ อุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ ถูกออกแบบมาใช้ในงานด้านสุขภาพค่อนข้างเยอะ แต่เนื่องจากยังไม่มี platform ไหนครองตลาด ทุกเจ้าก็เลยทำ platform เล็กๆของตัวเอง และเก็บข้อมูลในส่วนที่ตัวเองถนัด

เพื่อให้แอปเปิ้ลได้ข้อมูลทุกอย่าง แทนที่จะลงมือทำเอง แอปเปิ้ลก็เลยชิงลงมือทำตัวเองให้เป็น platform กลางเสียเลย แล้วให้ทุกเจ้าเข้ามาใช้งานเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้ได้ง่ายขึ้น ในระยะยาวแอปเปิ้ลจะได้ประโยชน์เต็มๆเพราะมีคนทำทั้งอุปกรณ์ที่หลากหลายและมีคุณภาพสูง แต่ตัวแอปเปิ้ลเองได้ข้อมูลสำคัญมาเก็บไว้ทั้งหมดเลย

(แนวคิดนี้ สะท้อนออกมาชัด เมื่อแอปเปิ้ลเริ่มเปิด SDK ของระบบสแกนลายนิ้วมือให้ผู้อื่นใช้งานด้วย)

ในแง่ของความสามารถของ iPhone เราจะเห็นได้ชัดว่า Apple จงใจเลือก sensor ที่ใส่เข้ามาในมือถืออย่างระมัดระวัง (ปัจจุบัน iPhone มีอยู่ราว 7 sensors เช่น GPS, Compass, Light, Accelerometer, Gyro, Finger print) ในขณะที่ค่ายอื่นอย่าง Samsung ใส่เข้าไปเกินสิบแล้ว (Gesture, Heart rate, NFC ฯลฯ) ซึ่งหลายตัวเป็นสิ่งที่อาจเกินจำเป็นสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ ในขณะที่ Apple จะเน้นเลือกสิ่งที่ผู้ใช้จะใช้มันจริงๆ

Metal, Photo Editing Extension, Swift

Apple เปลี่ยนวิธีในการพัฒนาแอพหนักๆถึง 3 เรื่อง

เรื่องแรกของเปลี่ยนการใช้ OpenGL มาเป็น Metal

metal

OpenGL คือชุดคำสั่งมาตรฐานสำหรับการทำงานเกี่ยวกราฟิก(ทั้ง 2D และ 3D) ซึ่งแปลว่าเขียนทีเดียวใช้ได้หลายระบบ แต่แอปเปิ้ลมองว่ามันหนักและทำงานได้ไม่ดีที่สุดบนระบบของตัวเอง ก็เลยทำลายมาตรฐานโดยการเปลี่ยนมาใช้ชุดคำสั่งของตัวเองแทน (แล้วบังคับให้ developer ไปใช้ framework ของค่ายใหญ่ๆแทน ถ้าจะ port ข้ามระบบ) ซึ่งการทำแบบนี้จะทำไม่ได้เลย ถ้าตลาดที่ Apple ถือไม่ใหญ่พอจะบังคับให้คนทำตาม (แต่แน่ละ มันใหญ่พอ)

เรื่องที่สอง คือ Photo extension หรือชุดคำสั่งในการตกแต่งรูป

photoedit

photoediting

หลังจาก Instagram เปลี่ยนวิถีผู้คนไปเลย ว่าต้องแต่งรูปนิดหน่อยก่อนจะโพส ความสามารถในการตกแต่งรูปก็กลายสิ่งที่ “ต้องมี” ในแทบจะทุกแอพ ซึ่งในแง่การพัฒนามันใช้เวลาและทำได้ยาก (มีหลายรายทำออกมาเป็น SDK ขายเลย) แต่พอ iOS 8 ออก Apple เลยแจกมันซะ ในแง่ดีก็คือนักพัฒนาจะทำงานง่ายขึ้นใน platform ของ Apple (สร้างแรงกดดันกลับไปทุก platforms) และที่สำคัญ แค่นี้มันก็ทำให้ผู้ใช้ส่วนมากพอใจเสียด้วย

และ Swift ภาษาใหม่สำหรับการพัฒนาแอพ
Swift

นี่คือสิ่งที่น่าสนใจว่าทำไม Apple ถึงเลือกจะทิ้ง Objective-C ที่ขึ้นชื่อว่าลื่นไหลกว่า Java ของฝั่ง Android ไปหาภาษาใหม่ ในแง่เทคนิคฝั่ง Android เองก็เตรียมยกเครื่อง Runtime ใหม่ตั้งแต่ Kitkat แล้ว(แต่ยังไม่เปิดตัวออกมา) โดยมุ่งหวังจะทำให้ความเร็วของ Android ขึ้นมาไล่ตาม iOS แน่ๆในช่วงปีถัดจากนี้ ถ้า Apple เลือกเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ด้วยเหมือนกัน อาจจะเป็นการวางแผนเร่งตัวเองหนี และแก้ปัญหาด้านขีดจำกัดของภาษา Objective-C ไปในทีเดียว (ทั้งนี้คงต้องถามผู้เชี่ยวชาญกว่าผมว่าภาษาใหม่นี้จะปิดปัญหาเก่าอะไรได้บ้าง? -> อ่านได้ที่ blog NuuNeoI) และถ้าทำได้ นั่นจะทำให้ platform อื่นๆถูกทิ้งห่างไปอีกเยอะเลย

 

สุดท้ายนี้ ในฐานะของผู้ใช้ธรรมดา ไม่ใช่แฟนบอยของแอปเปิ้ล
ยังคงใช้วินโดว์เป็นหลัก มือถือหลักเป็น Android และ Blackberry
แต่การได้ชมงานครั้งนี้ก็ยังถือว่าเปิดหูเปิดตาเกี่ยวกับวิธีคิดและแนวทางการทำธุรกิจของแอปเปิ้ลมากพอสมควร

แม้โดยส่วนตัว จะไม่ได้แปลกใจมากนักกับเทคโนโลยีที่แอปเปิ้ลนำเสนอ
แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ แนวทางที่แอปเปิ้ลเลือกทำ เป็นตัวกำหนดความคาดหวังของผู้ใช้ที่ชัดเจน
ทำให้สามารถสร้างผลลัพธ์ออกมาได้ดีเกินกว่าคู่แข่งเกือบทั้งหมดในตลาดได้ง่าย

และเกมคุมเทรนของเทคโนโลยีก็ยังอยู่ในมือของแอปเปิ้ลต่อไป

Advertisements